ตำนานยักษ์แห่งโจทันฮาย ( Giants of Jotunheim )

          ตำนานที่เรากำลังจะพูดถึงกันนี้เป็นตำนานที่เกิดขึ้นทางประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เป็นตำนานที่เกี่ยวกับเทพเจ้า ซึ่งคนในแถบสแกนดิเนเวียนี้มีความเชื่อเกี่ยวกับโลกทั้งเก้า ที่มีดินแดนหนึ่งที่มีพื้นที่อยู่ในป่าทึบ แต่มีความหนาวเย็นและมีแต่ความแห้งแล้งกว้างใหญ่ไพศาล สุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียวซึ่งดินแดนแห่งนี้มีชื่อเรียกว่าโยทันฮาย ซึ่งทีนี่จะเป็นที่อยู่ของบรรดาเหล่ายักษ์ทั้งหลาย หรือที่เรามักเรียกยักษ์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ว่ายักษ์น้ำแข็งนั่นเอง

ยักษ์ที่นี่แต่ละตัวจะมีรูปร่างหน้าตาที่ไม่เหมือนกัน แต่ละตัวก็จะมีหน้าตาที่แตกต่างกันออกไป แต่ที่พวกมันจะเหมือนกันมากนั่นก็คือพวกมันมีหน้าตาที่น่าเกลียดและน่ากลัวอย่างมากและที่สำคัญพวกมันนั้นจะมีเขี้ยวและเล็บตามร่างกายอีกด้วย  นอกจากยักษ์เหล่านี้จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งแล้ว ยักษ์น้ำแข็งเหล่านี้ ว่ากันว่าจะมีเวทมนต์ที่แกร่งกล้าอีกด้วย และแน่นอนด้วยความแข็งแรงและเก่งกาจแบบนี้นี่เอง ทำให้เทพเจ้าที่ชื่อว่า ทอร์มักจะมีการบุกเข้าไปในดินแดนของยักษ์โยทันฮายเพื่อเข้าไปต่อสู้หวังจะล้างบางเหล่าบรรดายักษ์น้ำแข็งเหล่านี้อยู่เป็นประจำนั่นเอง 

แต่ถึงแม้ว่ายักษ์น้ำแข็งเหล่านี้จะดูเหมือนว่าพวกนั้นเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายและไม่น่าคบค้าสมาคมด้วย แต่ว่ามีตำนานพูดถึงเทพเจ้าบางองค์ในแอตการ์ดที่ยังคงมีความสัมพันธ์ หรือสืบเชื้อมีสายพันธ์มาจากยักษ์ในโยทันฮายด้วยเช่นกัน อย่างเช่นเทพเจ้าที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี อย่างเทพเจ้าโลกิ  ซึ่งเราจะสามารถดูข้อมูลนี้ได้จากการที่มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ให้ได้ดูกันทั่วโลกอยู่ในตอนนี้

ซึ่งชื่อภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับยักษ์น้ำแข็งนี้ก็คือ เรื่องเทพเจ้าทอร์ เทพเจ้าสายฟ้านั่นเอง  ซึ่งหากใครที่ได้เคยดูหนังเรื่องทอร์แล้วละก็จะรู้ถึงความเป็นมาของสายสัมพันธ์ของยักษ์น้ำแข็งกับเทพเจ้าโลกิ ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว 

         อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็คือตำนานทีมีการพูดถึงกันอย่างมากและนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้เราหลายคนได้ชมกัน แต่ว่าตำนานก็คือตำนานไม่มีใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเรื่องราวเหล่านี้มีอยู่จริงหรือไม่ แต่ตำนานของแต่ละประเทศนั้นก็จะมีเรื่องราวที่เล่าแตกต่างกันออกไป สำหรับตำนานเหล่านี้เป็นเรื่องเล่าที่ฟังดูคล้ายกับนิทานแต่คนในสมัยโบราณต่างก็มีความเชื่อกันมาแบบนี้และมีการเล่าสืบต่อกันมาเพื่อหวังให้เรื่องราวเหล่านี้จะสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินนั่นเอง

 

ขอขอบคุณ  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ  ที่ให้การสนับสนุน

BDSM ศิลปะ18+

BDSM ย่อมาจาก…

B = Bondage (สภาวะที่ถูกพันธนาการ หรือความเป็นทาส) 

D = Dominance (การปกครอง) และ Discipline (การลงโทษ)

S = Sadism (การมีความสุขจากการที่ได้ทำร้ายคนอื่น) และ Submission (การยอมจำนน)

M = Masochism (การมีความสุขจากการที่ถูกคนอื่นทำร้าย)

BDSM คือ ความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ โดยการสวมบทบาทต่างๆในระหว่างกิจกรรมทางเพศ เช่น การสวมบทบาทเป็นผู้ลงทัณฑ์ ผู้มีอำนาจ ผู้ยอมจำนน เป็นต้น ซึ่งผู้ที่สมบทบาทนั้นต่างจะได้รับความสุขในแบบที่ตัวเองชอบ ไม่ว่าจะเป็นความสุขจากการเป็นผู้กระทำที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกเจ็บปวดหรือผู้ถูกกระทำที่ได้รับความสุขจากการเจ็บปวดก็ได้ BDSM ถือว่าเป็นการเพิ่มความเร่าร้อนให้กิจกรรมทางเพศอย่างมาก  

หากจะยกตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่อง BDSM นี้คงไม่พ้นภาพยนตร์ Fifty Shades of Grey ที่สามารถถ่ายทอดความเป็น BDSM ออกมาได้อย่างดี โดยเราจะเห็นพฤติกรรมของพระเอกที่มีความเป็น BDSM คือพระเอกมีความสุขจากการที่ได้ร้ายนางเอก ส่วนนางเอกก็มีความเป็น BDSM คือมีความสุขจากการที่ถูกพระเอกทำร้ายระหว่างทำกิจกรรมทางเพศร่วมกัน คนทั่วไปอาจจะรับไม่ได้กับภาพยนตร์แบบนี้ และพาลตีความในแง่ลบเกี่ยวกับพฤติกรรม BDSM ว่าเป็นการใช้ความรุนแรง เป็นเรื่องผิดปกติ จนถึงขั้นน่ารังเกียจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว BDSM ก็ไม่ต่างจากศิลปะแขนงหนึ่งที่ช่วยเพิ่มอรรถรสและความน่าสนใจให้กับกิจกรรมทางเพศ คนที่มีพฤติกรรม BDSM ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว นั่นเป็นเพียงแค่ความชอบ และพฤติกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น

BDSM จะเป็นศิลปะได้อย่างไร?

ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องเปิดใจมองให้กว้างอย่างทีเดียว ถึงจะสามารถเห็นศิลปะใน BDSM ได้ อย่างการสวมบทบาทเป็นตัวละครสมมุติต่างๆ ก็เกิดเป็นศิลปะได้ อย่างเช่น การสวมบทบาทเป็นเจ้านายกับคนใช้ การสวมบทบาทเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองกับผู้ถูกปกครอง ก็เป็นการเพิ่มสีสัน ความน่าตื่นเต้นได้อย่างหนึ่ง หากผู้ที่สวมบทบาทมีความยินยอมเต็มใจที่จะกระทำทั้งสองคนก็ถือได้ว่าเป็นศิลปะระหว่างกิจกรรมทางเพศของทั้งสอง  ในเมื่อละครก็คือศิลปะทางการแสดงอย่างหนึ่ง ดังนั้นการที่ สวมบทบาทเป็นตัวละครสมมุติระหว่างทำกิจกรรมทางเพศก็ย่อมไม่ต่างจากการทำการแสดงซึ่งเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเช่นกัน

BDSM ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจ เพราะทุกคนล้วนมีความชอบและพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ควรมองและเปิดรับ BDSM เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ถ้าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้สร้างความเดือดร้อน หรือละเมิดสิทธิใครก็ย่อมไม่ผิด แต่ถ้าเมื่อไรที่อีกฝ่ายไม่ได้ยินยอมและเต็มใจในพฤติกรรม BDSM นั่นก็ย่อมเข้าข่ายการใช้ความรุนแรงต่อคนอื่นได้แล้ว 

 

 

สนับสนุนโดย  สมัคร Sagame ฟรี

ประวัติของ ตาร์ บาร์บี้ 

แต่จะไม่เข้าไปในชีวิตแก อยากเรียนอะไรก็เรียน อยากทำอะไรก็ทำ สิ่งที่พ่อแม่ให้คือการสอนให้ผมคิด ทำอะไรต้องคิด อะไรถูกอะไรผิดต้องใช้สมองคิด สมัย เด็ก ๆ จะไปเที่ยวกลางคืน ไม่มีพ่อแม่คนไหนให้ไปหรอก ส่วนใหญ่ต้องหนีไป แต่พ่อแม่ผมบอกให้ คิดเองว่าจะไปมั้ย แล้วมาบอกแล้วกัน ผมก็เดินไปบอกว่า “ ผมไปนะ ” โอเค งั้นเดี๋ยวแม่ไปส่ง แต่แก กลับเองนะ ถ้าเที่ยวแล้วกะว่าเมาแน่ ๆ อย่าเอารถไป เพราะมันจะสร้างความเดือดร้อนให้ตัวแกเอง เป็นอะไรไปพ่อแม่ก็เสียใจ ตอนเด็ก ๆ ที่ได้คิดเอง ผมก็คิดได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เรื่องเดียวที่พ่อแม่ขอไว้คืออย่าทำสิ่ง ผิดกฎหมาย ไม่ต้องถึงพ่อแม่หรอก ถ้าเกิดทำขึ้นมา ตำรวจก็จับอยู่ดี 

ถ้าผมมีลูก ผมก็อยากให้ลูกเป็นคนใฝ่รู้ คิดเองได้ โดยที่มีเราอยู่ข้าง ๆ คอยตะล่อม ไม่ใช่ ไปจูงไปลากเขา เพราะการมีอายุมากกว่าไม่ได้หมายความว่าจะฉลาดกว่าหรือมีอำนาจมากกว่า แต่ การที่ผู้ใหญ่ใช้กฎระเบียบและความที่อายุมากกว่ามาบังคับ เป็นเพราะไม่รู้จะเอาวิธีไหนมาคอนโทรล เด็ก แต่ไม่ได้สนใจว่าสิ่งที่วัยรุ่นอยากได้ก็คือความเข้าใจและการยอมรับ ทั้งจากผู้ใหญ่และจากสังคม 

บางครั้งการที่เด็กรุ่นเดียวกันมานั่งข่มกันเองทำให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เพราะพวกเขาหาวิธี ทำให้ตัวเองเด่น มันกลายเป็นปัญหา ผมไม่เคยเห็นลูกคนรวยที่ไหนจะไปตีรันฟันแทงกับใคร เพราะ บ้านแม่งมีฐานะ มีตำแหน่งในสังคมพอแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยเห็นลูกคนรวยที่ไหนมาร่วมหัวจมท้ายกับ เพื่อน ช่วยเหลือเพื่อนเหมือนพวกเด็กช่างกลเหมือนกัน มันดีคนละอย่างเพื่อนแท้คือพ่อแม่เรา บางครั้ง พ่อแม่ก็วัยรุ่นกว่าเพื่อนผมอีก มีอะไรผมจึงปรึกษาแม่ทุกเรื่อง ตอนที่อกหักใหม่ ๆ ผมเฮิร์ทมาก พ่อแม่จะไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน ผมก็เลยไปด้วย นั่งอยู่คนเดียว พ่อแม่ก็อยู่ของเค้า เรา ก็อยู่ของเรา แต่ถ้าเกิดมีปัญหาอะไร เดี๋ยวก็ได้เจอแม่ เดี๋ยวก็ได้คุยกับแม่ คุยเล่นคุยตลกกัน มันก็ เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง เหมือนสมองโล่ง ได้คิดอะไรจริง ๆ คิดด้วยอารมณ์ที่สบายใจ

ถ้าไปกับเพื่อนก็มีแต่เมาลูกเดียว แต่ไปกับพ่อแม่หลายวันก็ไม่ต้องดื่มเหล้าเลย มันคือการ พักผ่อนจริง ๆ เหมือนกับเราได้มุมพักกับคนที่เราเชื่อมั่นในตัวเค้าที่สุดก็คือพ่อแม่เราเอง เป็นมมที่ ปลอดภัยแน่ ๆ เลยรู้สึกว่า เฮ้ย ! ดีเหมือนกันนะ ตอนที่อยากลองสูบกัญชาก็เคยคุยกับพ่อ อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร พ่อบอกอยากสูบก็สูบ แต่ อย่าไปซื้อนะ เดี๋ยวโดนจับ แต่พอลองแล้วผมก็ไม่ชอบ สูบแล้วหลับ ผมเคยลองหมดทุกอย่าง แต่ไม่ ชอบ ไม่อยากให้พ่อแม่เสียใจ ยาเสพติดแค่ทำให้ลืมบางอย่างได้เท่านั้นเอง มันฆ่าเวลาได้เยอะเลย แต่ผมไม่ได้ต้องการฆ่าเวลา ผมแค่อยากคุย อยากเฮฮากับเพื่อนมากกว่า จะผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่นได้ต้องมีสติ ส่วนมากที่ตายห่า เมาแล้วขับรถชน ตีรันฟันแทง เละเทะ เล่นยาจนตาย ทุกอย่างมันเกิดจากการขาดสติทั้งนั้น จะเมาให้ตายห่าอย่างไรก็ได้ แต่อย่าขับรถสิวะ นั่งแท็กซี่กลับบ้านซะ หรือเพื่อนชวนเล่นยาก็เลี่ยงซะดิ อย่าไปยุ่ง อย่าไปคบ แค่คิดได้ก็ไม่ลำบากแล้ว 

ดนตรี . . บทกวีจากความเกลียดชัง บทเพลงของผมเริ่มมาจากความเกลียดชัง ! ช่วงที่ผมจบ ม . 6 เข้ามหาวิทยาลัย ปี 1 ตอน นั้นจะมีแต่ดารามาออกเทป ผมเป็นคนที่ฟังเพลงเยอะมากมาตั้งแต่เด็ก ๆ ฟังเพลงหลายแนว แต่ ถ้าเป็นที่สุดจริง ๆ ชอบเพลง Anarchy in the UK ของวง Sex Pistol ผมชอบเนื้อหาของเพลงมัน แล้วผมก็ชอบแนวคิดของ Malcom McLaren ผู้ก่อตั้งและผู้จัดการวงนี้ที่ว่าถ้ามันมีขาวแล้ว กูขอเป็นดำ ผมรู้สึกว่าบทเพลงและดนตรียังมีอีกตั้งหลายอย่างที่ไม่ใช่มาร้อง ๆ เต้น ๆ เท่านั้น ) 

วันหนึ่ง นั่งดื่มเหล้ากันที่บ้านเพื่อนผมก็บ่นว่าทำไมมีแต่ดารามาออกเทปวะก็ลองชวนเพื่อนว่า เฮ้ย ! ทำปะ เพื่อนบอกเอาดิ ก็หยิบกีตาร์มาร้องมาเล่นกัน แล้วหลังจากนั้นอีกสองวัน เพื่อนก็เขียน เพลงมาให้ ผมอ่านแล้วก็บอกว่าเนื้อเพลงน้ำเน่าสัตว์ ๆ เพื่อนบอกงั้นมึงก็เขียนเอง ผมเป็นคนเก่งภาษาไทย สมัยก่อนตอนอยู่โรงเรียน ผมเป็นคนแต่งพวกกลอนแปด โคลงสี – สุภาพ พวกคำคล้องจองได้ เพราะชอบอ่านหนังสือ ทุกวันนี้ก็ตามอ่านในมติชนสุดสัปดาห์บ้าง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ufabet สมัคร

ประสบการณ์โดนผีหลอกที่กระท่อมในนา

ซึ่งในตอนนั้นฉันอายุ 15 ฉันมักจะไปเที่ยวงานหมอลำที่ศาลแล้ววันนั้นก็ไปเจอผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาคนนึงตอนนั้นเรากำลังดูๆกันอยู่วันนั้นผู้ชายคนนั้นก็เลยพาฉันไปนั่งมอเตอร์ไซค์เพื่อที่เราจะได้ไปอยู่ด้วยกันสองต่อสองที่กระท่อมในนาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ฉันจะตอบตกลงแล้วไปกับเขากระท่อมในนั้นอยู่ลึกมากอยู่ตรงหน้าขนาดใหญ่

ซึ่งตอนนั้นพวกเราไปเจอเนินซึ่งเราก็ไปคุยกันบนเนินในกระท่อมสำหรับคบกับต้นพุทธรักษาขนาดใหญ่หลังจากนั้นเราก็เข้าไปนั่งตรงกระท่อมแล้วคุยกันกำลังคุยกันอย่างมีความสุขและกำลังจะคลอดอาการแต่อยู่ๆก็มีชายคนหนึ่งซึ่งมีชายแก่ๆแอบมองอยู่ข้างๆต้นพุทธราชขนาดใหญ่ซึ่งตอนนั้นเรามองด้วยสายตาโกรธเคืองแล้วชายคนนั้นก็มองกลับมาเหมือนกัน

ซึ่งเราก็บอกกับผู้ชายอีกคนว่าหยุดก่อนมีคนแอบมองพวกเราอยู่หลังต้นพุทธรักษาตรงนั้นน่ะผู้ชายก็บอกว่าไม่มีใครหนีทำต่อเถอะเราก็บอกว่าหยุดก่อนหยุดก่อนมีคนแอบดูอยู่ซึ่งเราคิดว่าบางทีอาจจะเป็นพวกนายพรานหรือไม่ก็จะมาเกี่ยวข้าวแน่ๆซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ออกไปดูเพิ่งเติมน้ำมันตอนกลางคืนพอดีเราเปิดไฟฉาย

แต่ก็ไม่มีอะไรหลังจากนั้นฉันเลยบอกให้เขารีบสตาร์ทมอเตอร์ไซค์และพาฉันกลับไปที่บ้านเดี๋ยวนี้เราค่อยไปพลอดรักกันที่นั่นก็ได้ของฉันก็ตอบตกลงหลังจากนั้นเรากำลังขับไปสักพักก็ได้ยินเสียงคนวิ่งตามมาทางด้านหลังพอเดินไปสักพักตอนนั้นขนมของเรารีบขับมอเตอร์ไซค์ไปอย่างรวดเร็วแต่เสียงฝีเท้าที่ตามมาทางด้านหลังก็ยังมีอยู่ดีหลัง

จากนั้นพวกเรากลัวมากที่จะเกิดเรื่องอย่างนั้นขึ้นนี่กลัวว่าคนนั้นอาจจะเป็นผีก็ได้ซึ่งไม่เดินทางไปที่นั่นอีกเลยซึ่งพอเราโตขึ้นเราก็ย้ายออกจากต่างจังหวัดที่นั่นทันทีอย่ามาอยู่กรุงเทพฯและก็ซื้อบ้านอยู่กับแฟนแต่งงานด้วยกันและไม่เคยกลับไปที่นั่นอีกเลยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวติดใจฉันมากจนป่านนี้ก็อายุ 40 แล้วฉันยังไม่หายกลัวเลยแฟนหนุ่มของฉันก็กลัวเช่นเดียวกันก็ได้

ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจอะไรแต่พอได้ยินเสียงคนวิ่งตามเขาบอกว่าเมื่อเขาหันหลังไปเข้าพบกับ คนหนึ่งวิ่งตามพวกเรามาอย่างรวดเร็วมากดังนั้นเขาจึงรีบบิดมอเตอร์ไซค์อย่างรวดเร็วฉันต้องการที่จะหนีลงแก่คนนั้นเพราะเขาวิ่งเร็วผิดเกินมนุษย์เป็นอย่างมาก และนี่ก็คือประสบการณ์หลอนที่ติดตาของฉันตลอดมาค่ะ

 

 

สนับสนุนโดย  สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

ตำนานศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนพญานาคตำนานป่าคำชะโนด

       ที่วังนาคินทร์คำชะโนดจังหวัดอุดรธานีเป็นที่ตั้งของป่าคำชะโนด   ซึ่งพื้นที่แห่งนี้เป็นเกาะกลางแม่น้ำและบนเกาะก็มีลักษณะเป็นเหมือนกับป่าพื้นที่บนเกาะนั้นมีอยู่ประมาณเกือบ 20 ไร่และต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนเกาะนั้นจะเป็นต้นคำชะโนดซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีความสูงใหญ่แข็งแรงและทนทานหากเรามองจากข้างนอกไปยังเกาะแล้วเราจะเห็นแต่ต้นคำชะโนดเต็มไปหมดและที่เกาะกลางแม่น้ำนี่เองที่ชาวบ้านต่างให้ความเคารพนับถือ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าที่เกาะแห่งนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาศัยอยู่ตามความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้านเรียกว่าที่เกาะคำชะโนดนี้ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สถานที่ 1 ที่ผู้คนปากหมาพากันเดินทางมากราบไหว้

ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพนับถือกันมากที่สุดก็คือศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธเรามักจะเห็นข่าวว่ามีชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศจากประเทศไทยไม่ว่าจะมาจากทางภาคอีสาน  มาจากทางภาคเหนือ  มาจากทางภาคใต้ มาจากทางภาคตะวันออกหรือแม้แต่มาจากทางภาคตะวันตกหรือเรียกได้ว่ามาจากทุกทิศทุกทางต่างก็พากันรวมตัวกันเพื่อที่จะเดินทางมาที่เกาะคำชะโนดแห่งนี้โดยหวังว่าจะเข้ามากราบไหว้ขอพรเจ้าปู่ศรีสุทโธด้วยหลายคนชื่อว่าหากได้มีการมากราบไหว้ขอพรแล้วจะทำให้ประสบแต่ความสำเร็จและความเจริญซึ่งตรงบริเวณที่มีการตั้งศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธนั้นจะมีต้นไทรขนาดใหญ่อยู่

ซึ่งชาวบ้านก็จะเข้ามากราบเคารพบูชาตรงบริเวณที่มีรากของต้นไทรตรงนี้ด้วยสำหรับตำนานความเชื่อของป่าคำชะโนดนั้นเชื่อกันว่าที่นี่คือสถานที่ที่อยู่อาศัยของเหล่าพญานาคเป็นเมืองลี้ลับที่เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองบาดาลกับโลกมนุษย์โดยสถานที่แห่งนี้จะมีพญานาคราชปู่ศรีสุทโธและภรรยาของท่านคือองค์แม่ศรีปทุมมานาคราชเทวีช่วยกันปกปักรักษาดูแลสถานที่แห่งนี้อยู่มีตำนานเล่ากันว่าพญานาคราชปู่ศรีสุทโธได้เกิดทะเลาะกับเจ้าพ่อสุวรรณนาค

เนื่องจากเกิดความเข้าใจผิดจันทร์ขึ้นจึงได้มีการต่อสู้กันจนทั่วโลกสะเทือนไปสามภพเรื่องราวดังกล่าวจึงทำให้รู้ไปถึงหูของพระอินทร์ดังนั้นได้ยินจึงต้องเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เสื้อมาห้ามปรามไม่ให้พญานาคทั้ง 2 ตนสู้รบกันโดยแบ่งแม่น้ำออกเป็น 2 สายนั่นก็คือแม่น้ำโขงและแม่น้ำน่านได้จะแบ่งให้พญานาคทั้ง 2 ตนปกครองกันคนละน้ำโดยมีการแข่งขันกันว่าหากใครก็ตามที่สามารถสร้างแม่น้ำเสร็จก่อนแม่น้ำสายนั้นก็จะได้ปลาบึกไปไว้ในครอบครอง

ซึ่งพญานาคราชปู่ศรีสุทโธเป็นผู้สร้างแม่น้ำเสร็จก่อนเป็นผู้ครอบครองแม่น้ำโขงจึงทำให้ปัจจุบันแม่น้ำโขงนั้นชาวบ้านมักจะสามารถจับปลาบึกได้และพญานาคราชปู่ศรีสุทโธก็ได้มีการร้องขอพระอินทร์ว่าจะขอทางเชื่อมต่อขึ้นลงระหว่างโลกบาดาลกับโลกมนุษย์เอาไว้ 3 ที่โดยขอที่ธาตุหลวงนครเวียงจันทน์และอีกที่หนึ่งก็คือหนองคันแทและสถานที่ที่ 3 นี้ก็คือที่ป่าคำชะโนดนี่เองดังนั้นความเชื่อที่ว่า พญานาคจะขึ้นจากเมืองบาดาลมาที่โลกมนุษย์ได้ 3 เส้นทางก็คือตามเส้นทางที่ว่านี้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  gclub

 

วงการเพลงไทย

   วงการเพลงไทยนั้นเป็นวงการเพลงที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และสังเกตได้เลยว่าถ้าหากแนวเพลงไหนกำลังเป็นที่นิยมของผู้ฟัง วงการเพลงไทยนั้นก็มักจะนิยมทำเพลงไปตามในแนวทางเดียวกันด้วยซึ่งถือว่าแตกต่างจากวงการเพลงต่างประเทศ

เพราะวงการเพลงในต่างประเทศนั้นจะเป็นการผลิตแนวเพลงและเพลงที่แปลกใหม่เพื่อให้ผู้ฟังได้สัมผัสกับแนวดนตรีที่แปลกใหม่อยู่เรื่อยๆนั่นเอง ทำให้วงการเพลงไทยนั้นถือว่ายังไม่มีการพัฒนาเท่าที่ควร เหมือนอย่างในต่างประเทศนั่นเอง และถึงแม้จะมีวงดนตรีของไทยบางวงจะมีชื่อเสียงและสามารถไปยืนระดับโลกได้ก็จริง แต่วงการเพลงไทยนั้นก็อาจจะยังต้องมีการพัฒนาต่อไปให้ดียิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักมากขึ้นกว่านี้นั่นเอง

วงการเพลงไทยนั้นแนวเพลงในอดีตที่ผ่านมานั้นถือว่ายังเป็นแนวเพลงที่มีความจำเจและมีลักษณะแนวเพลงคล้ายๆเดิมอยู่เรื่อยมา แต่ในช่วงหลังๆจนถึงปัจจุบันนั้นวงการเพลงในไทยก็ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะสามารถต่อสู้กับผู้ฟังให้ได้นั่นเองในตอนที่วงการเพลงไทยนั้นยังไม่มีการพัฒนาหรือคิดค้นหสแนวเพลงที่แปลกๆขึ้นมานั้นทำให้ผู้ฟังหันไปฟังเพลงของต่างชาติมากขึ้นและจำนวนผู้ฟังเพลงไทยจึงลดน้อยลง 

เมื่อเกิดเหตุการเช่นนี้ขึ้นแล้วนั้นก็ถือว่าวงการเพลงไทยนั้นมีการตื่นตัวอยู่พอสมควรเช่นกัน เพราะก็ได้มีการพัฒนาขึ้นมาในระดับหนึ่งคือการกระตุ้นการฟังเพลงที่มากขึ้น อย่างเช่นการทำรายการแข่งขันการร้องเพลง ซึ่งมีการจัดทำหลากหลายรายการมากและมีการไปซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมาด้วย ทำให้รายการมีความน่าสนใจและการแข็งขันก็เป็นไปอย่างสนุกสนาน โดยถือว่าการทำรายการนั้นเป็นสิ่งที่กระตุ้นการฟังเพลงได้อย่างดี โดยเพลงที่ผู้เข้าแข่งขันนำมาร้องนั้นมีทั้งเพลงใหม่เพลงเก่า สากลก็มีแต่ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นเป็นเพลงไทย เพราะการร้องเพลงไทยโดยเฉพาะเพลงเก่าๆนั้นแล้วนำมาร้องให้เกิดเป็นเอกลักษณ์หรือเพิ่มลูกเล่นของผู้แข่งขันลงไปในเพลง ทำให้เพลงเหล่านั้นกลับมาฮิตและได้รับความนิยมอีกครั้งด้วยและเพลงใหม่ๆก็เช่นกัน ยิ่งถ้าเพลงไหนทำออกมาแล้วไม่มีผู้ฟังหรือผู้ฟังไม่เยอะ แต่เมื่อมีการ้องแข่งขันในรายกานเพลงนั้น เพลงนั้นจะกลายเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมากขึ้นอีกด้วย ก็ถิว่าการทำรายการเพลงก็เป็นการเปลี่ยนแปลงวงการเพลงไทยอย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะจะได้นักร้องที่มีความสามารถพิเศษที่แตกต่างไปหรือนักร้องที่มีการร้องแปลกใหม่และไม่ซ้ำกับแนวเพลงเดิมๆทอย่างในดีตที่ผ่านนั่นเอง

อย่างไรก็ตามวงการเพลงไทยในปัจจุบันก็ยังคงมีการพัฒนาและมีการให้โอกาสนักร้องนักดนตรีรุ่ยใหมิอยู่เสมอและเชื่อว่าในอนาคตก็จะมีเพลงที่เป็นแนวใหม่และแปลกแต่น่าสนใจเกิดขึ้นใหม่อยู่เรื่อยๆด้วย

 

 

สนับสนุนโดย  Holiday Palace ฝากขั้นต่ำ 100

ประวัติดนตรีไทย

เท่าที่เรานั้นเติบโตมาเราจำความได้นั้นเราก็เห็นเครื่องเล่นของดนตรีไทยแล้วแต่ว่าเรานั้นไม่รู้ว่าต้นกำเนิดนั้นมากไหน ซึ่งเรานั้นก็เชื่อว่าต้องมีคนสงสัยเหมือนกันว่าต้นกำเนิดของดนตรีไทยนั้นมาจากไหนอะไรยังไง ซึ่งวันนี้เรานั้นก็ได้ไปคิดหาประวัติของดนตรีไทยนั้นมาให้ฟังว่ามาจากไหน

 เครื่องเล่นดนตรีไทยก็เกิดจากชลชาติไทยเองและก็การเลียนแบบชนชาติอื่นๆ

ที่อยู่ใกล้ชิดกันโดยที่เริ่มตั้งแต่สมัยโบราณที่ตั้งไทยตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณาจักรฉ่องหวู่ดินแดนของประเทศจีนในปัจจุบัน ทำให้เครื่องดนตรีไทยและจีนมีการแลกเปลี่ยนเลียนแบบกันและนอกจากนี้ยังมีเครื่องเล่นดนตรีอีกหลายชนิดที่ชนชาติไทยเรานั้นได้ประดิษฐ์ขึ้นใช้ก่อนที่จะมาพบวัฒนธรรมอินเดีย ซึ่งได้แพร่หลายอยู่ทางตอนใต้ของแหลมอินโดจีน 

สำหรับเครื่องดนตรีดั้งเดิมของไทยจะเรียงตามคำโดดในภาษาไทย เช่น เกาะ โกร่ง กรับ ฉิ่ง ฉาบ ขลุ่ย พิณเปี๊ยะ ซอฆ้องและกลอง ต่อมา ได้มีการประดิษฐ์เครื่องดนตรีให้พัฒนาขึ้น โดยนำไม้ที่ทำเหมือนกรับหลายอันมาวางเรียงกันได้เครื่องเล่นดนตรีใหม่อีกอย่างหนึ่ง ที่เรียกกันว่าระนาดหรือนำฆ้องหลายๆ ได้มาทำเป็นวงเรียกว่า ฆ้องวง เป็นต้น  

นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมทางดนตรีของอินเดีย  มอญ เขมร ในแหลม อินโดจีนที่ไทยได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานอยู่  ได้แก่ พิณ สังข์ ปี่ไฉน บัณเฑาะว์ กระจับปี่ จะเข้ โทน  หรือว่าทับ เป็นต้น ในเมื่อเวลาต่อมานั้นเราก็ได้พูกมิตรความสำพันธ์กับเพื่อนบ้านมากขึ้นซึ่งไทยเราเองก็ได้นำเครื่องดนตรีบางอย่างของประเทศเพื่อนบ่านมาบรรเลงในวงดนตรีไทย เช่น  อย่าง กลองแขก ของชวา กลองมลายูของมลายูเปิงมางของมอญ และกลองยาวของไทยใหญ่ที่พม่านำมาใช้รวมทั้งขิม ม้าล้อ และกลองจีน

ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของจีน เป็นต้น และต่อมาไทยมีความสัมพันธ์ชาวกับตะวันตกและอเมริกา  ก็ได้นำกลองฝรั่ง เช่นกลองอเมริกัน และก็เครื่องเล่นดนตรีอื่นๆ เช่น ไวโอลีน ออร์แกน มาใช้บรรเลงในวงดนตรีไทย จากประวัติเครื่องเล่นดนตรีที่เรานั้นได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น สามารถแบ่งออกเป็นประวัติศาสตร์ของเครื่องดนตรีไทยได้เป็น  4 สมัย ดังต่อไปนี้  

สมัยสุโขทัย ซึ่งชาวไทยเรานั้นมีความสนุกสนานกับเครื่องเล่นดนตรีและร้องเพลงกันมากดังที่ปรากฏหลังในศิราจารึกของพ่อขุนรามคำแหง  เครื่องเล่นดนตรีไทยในสมัยสุโขทัยได้จากวงดนตรีไทยสมัยนั้นได้แก่ วงแตรสังข์ ที่ใช้บรรเลงในเพลงพระราชพิธีต่างๆ ประกอบไปด้วย เครื่องดนตรีแตรฝรั่ง  แตรงอน ปี่”ไฉนแก้ว กลองชนะ บัณเฑาะว์ และมโหระทึก วงปี่พาทย์เครื่องประกอบด้วย ปี่ใน ฆ้องวง ตะโพน สังข์ กลอง ทัด และฉิ่ง เป็นต้น 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากไม่มีขั้นต่ำ

พ่อขุนรามคำแหง

พ่อรามคำแหงมหาราชนั้นหรือว่า  พญาร่วง หรือว่า พระบาทกมรเตงอัญศรีรามราช 

เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 3 ในราชวงค์พระร่วงแห่งอาณาจักรสุโขทัย และพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรงของไทยที่ได้รับการยกย่องเป็น มหาราชด้วยทรงที่ท่านนั้นบำเพ็ญพระราชกรณีกิจแก่แผ่นดิน และท่านยังได้รวบรวมอาณาจักรประเทศไทยได้กว้างและยังทรงประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้น ที่ทำให้ประเทศไทยนั้นมีตัวอักษรมีความรู้ ที่สืบทอดกันมามากกว่า 700ปี

  และเมื่อพ่อขุนรามนั้นมีอายุครบ 19 ปีนั้น ทรงได้ทำ ยุทธหัตถี และมีชัยชนะกลับมาและพระบิดานั้นได้ให้พระนามว่า พระรามคำแหง ที่แปลว่า พระรามที่กล้าหาญ และในราชบัณฑิตยสถานได้สันนิฐานว่าพระนามเดิมนั้นนั้นคือ ราม เพราะว่าเมื่อพระนามนั้นเมื่อเสวยราชย์แล้วว่า พ่อขุนราม

เพราะว่าในสมัยนั้นนิยมเอาชื่อของปู่นั้นมาตั้งชื่อให้หลานซึ่งตามพระราชนัดดาของพระองค์มีพระนามว่า  พระยาพระราม และเมื่อในเหตุการณ์การแย่งชิงราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา ตามพระราชพงศาวดารกรุงเก่า นั้นปรากฏเจ้าเมืองพระนามว่า พระยาบาลเมือง และ พระยาราม

พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 3 ของ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ กับนางเสือง  พระเชษฐาองค์แรกนั้นสิ้นพระชนม์ตั้งแต่พ่อขุนรามนั้นยังอายุน้อย และพระเชษฐาองค์ที่สองพระนามตามจารึกว่า  พระยาบานเมือง ซึ่งได้เสวยราชย์ต่อจากพระราชบิดา และเมื่อสิ้นชนม์แล้วเมื่อสิ้นพระชนม์แล้วก้มาเป็นพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็เสวยราชย์แทนต่อมา  การปกครองของพ่อขุนรามนั้นนั้นทรงไล่จัดอิทฺพลของเขมรออกไปจากกรุงสุโขทัยได้ในปราย พุทธศตวรรษที่ 18 การปกครองของกษัตริย์สุโขทัยได้ใช้ระบบ ปิตุราชาธิปไตย หือว่าพ่อปกครองลูก  เหมือนในจารึกของพ่อขุนรามคำแหง

โดยมีคำพูดว่า เมื่อชั่วพ่อกูกูบำเรอแก่พ่อกู กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก้พ่อกูกูได้หมากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยดี กูเอามาแก่พ่อกูกูไปตีหนังวังช้างได้ กูเอามาแก่พ่อกูกูไปท่อบ้านท่อเมือง ได้ช้างได้งาได้ปั๋วได้นางได้เงือนได้ทองกูเอามาเวนแก่พ่อกู

เศรษฐกิจและการค้า  โปรดสั่งให้สร้างทำนบกักน้ำที่เรียกว่า  สรีดภงส์ เพื่อที่จะนำน้ำนั้นไปใช้ในตัวเมืองสุโขทัยและแถวบริเวณที่ใกล้เคียง โดยที่อาศัยแนวคันดินที่เรียกว่า  เขื่อนพระร่วง จึงทำให้มีน้ำใช้ในการเพราะปลูกและอุปโภคในยามที่บ้านเมืองนั้นขาดแคลนน้ำ และทรงส่งเสริมการขายอย่างเสรีภาพในอาณาจักรที่ไม่เรียกเก็บภาษีหรือจังกอบจากพ่อค้าที่เข้ามาค้าขายในกรุงสุโขทัยดังคำจารึกบนศิลาจารึก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  วิธีเล่นบาคาร่าให้รวย

ศิลปินแห่งชาติที่ควรยกย่อง

นายยก ชูบัว ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โนรา)

แรงบันดาลใจในการแสดงโนรา

จากการที่ โนรายก ชูบัว สนใจในศิลปะการแสดงโนรามาตั้งแต่เด็ก จนได้เข้าไปคลุกคลี ฝึกฝน เรื่อยมา วันเวลาที่ได้สัมผัสการแสดงโนรา ทำให้ โนรายก ชูบัว รักศิลปะการแสดงแขนงนี้ และตัดสินใจใช้การแสดงโนราเป็นสิ่งที่หาเลี้ยงชีพ ซึ่งแรงบันดาลใจก็มาจากสาเหตุดังต่อไปนี้

  1. ด้วยความสำนึกในบุญคุณของหมอโนราที่ช่วยชีวิตตัวเองเอาไว้ในวัยเด็ก ทำให้ โนรายก ชูบัว มีความเลื่อมใสศรัทธาในหมอโนราเป็นอย่างมาก ส่งผลให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะเจริญรอยตาม โนราถั่วเขียว ที่ตนเชื่อว่าเป็นผู้บนบานสานกล่าวต่อครูโนรา และทำให้ตนรอดชีวิตมาได้จนถึงปัจจุบัน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ โนรายก ชูบัว ตัดสินใจฝึกฝนการแสดงโนราเรื่อยมา
  2. การที่ โนรายก ชูบัว เกิดที่จังหวัดพัทลุง ที่ซึ่งถือว่าการแสดงโนราเป็นที่นิยมและมีแสดงให้ดูอย่างแพร่หลายในพื้นที่นั้น ทำให้ โนรายก ชูบัว ได้ซึมซับเอาการแสดงโนราเข้าไปในชีวิต จากสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของตนเอง เกิดเป็นความชอบ และความหลงใหลในการแสดงโนรา จนสุดท้ายก็ตัดสินใจฝึกฝนโนราและยึดเป็นอาชีพ
  3. ครอบครัว และญาติผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือเป็นโนรา ทั้งยังช่วยสนับสนุน สั่งสอน โนรายก ชูบัว ได้เรียนรู้การเป็นโนรา เริ่มฝึกฝนตั้งแต่วัยเด็ก จนกลายเป็นความผูกพัน และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โนรายก ชูบัว
  4. การที่ โนรายก ชูบัว ได้มีโอกาสแสดงโนราอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน หรือตามสถานที่ต่างๆ ที่มีการจัดงานรื่นเริงทั่วไป ซึ่งจากการแสดงที่สวยงามถูกใจคนดู ทำให้ โนรายก ชูบัว ได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมาก นั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ โนรายก ชูบัว รักในการแสดงโนราเป็นอย่างมาก
  5. การได้รับคำชื่นชม และความนิยมในการแสดง โนราของ โนรายก ชูบัว รวมถึงการได้รางวัลต่างๆ มากมาย ยิ่งทำให้ โนรายก ชูบัว เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพการแสดงโนรา และหวังที่ยกระดับโนราให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป นั่นทำให้การแสดงโนราไม่ใช่เป็นเพียงแค่อาชีพเท่านั้น แต่มันกลายเป็นชีวิตของ โนรายก ชูบัว

จาก 5 เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น เราคงไม่ต้องสงสัยแล้วว่าทำไม โนรายก ชูบัว ถึงได้หลงใหล และรักการแสดงโนราเป็นชีวิตจิตใจขนาดนี้ และหวังที่จะพัฒนาโนราให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีกด้วย การอุทิศทั้งกายและใจของท่านให้กับโนรา ทำให้ท่านเหมาะสมและคู่ควรกับการเป็นศิลปินแห่งชาติในแขนงนี้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

 

ศิลปะและภาพยนตร์ต้องเป็นเรื่องนี้เลยครับ

ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ หนังสยองขวัญยอดฮิต 

ต้องขอบอกเลยว่าหนังเรื่องสยองขวัญเรื่องนี้ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างมากในวงการหนังผีไทยซึ่งเป็นหนังเรื่องที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและน่าเหลือเชื่อแล้วอันนี้ก็ต้องขอยกความดีความชอบให้ทางผู้กำกับของเรานั้นคือ  พี่บรรจง ปิสัญธนะกูล ซึ่งทำออกมาได้อย่างลงตัวแล้วสยองขวัญมากที่สุดซึ่งเนื้อเรื่องนั้นดำเนินไปได้อย่างน่าตื่นเต้นและรวมไปถึงเนื้อเรื่องและการใส่บรรยากาศที่เหมาะหม่นไปทั้งเรื่อง 

ซึ่งต่อมาเราก็ต้องขอบอกเลยว่านักแสดงหนังเรื่องนี้ซึ่งกลืนกินกับบทสุดๆ และยิ่งเป็นผีที่แสดงนำโดย อิม อชิตะ

ซึ่งเป็นดาราที่ปกติแล้วเขาจะเล่นตลกเป็นอย่างมากและได้พลิกบทบาทมาเล่นได้อย่างสยองขวัญเหลือเกินและเนื้อเรื่องที่หลอนสุดๆนี้ก็เกิดมาจากพระเอกซึ่งเป็นช่างภาพและมีเบื้องหลังที่หน้าตื่นตาแล้วชวนขนลุกมากที่สุดซึ่งต่างกับที่เรานั้นเคยสนิทชิดเชื้อกันอย่างกับผีสาวของเรื่องแล้วยังมาหักหลังผีสาวคนนี้แล้วก็ทำให้เกิดแรงโมโหและแรงโกรธแล้วเรื่องนี้ก็จะค่อยๆคลายปมไปทีละอย่างซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะดูเหมือนว่าจะมีอะไรมากนักและพระเอกของเราก็ได้ขับรถชนคนและก็ได้หลบหนีไปแล้วนั้นซึ่งแรงโกรธของผีสาวนั้นก็จะตามมาล้างแค้นโดนที่พระเอกนั้นไม่รู้ตัวอะไรและซึ่งเนื้อเรื่องนี้ก็จะดำเนินให้ผู้ชมนั้นไม่รู้สึกอึดอัดอะไรมากนักและเรื่องก็กลับมาร้ายแรงหนักมากขึ้น

และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผีสาวคนนี้ก็อาจจะค่อยๆเสียไปทีละคนและทำให้พระเอกนั้นต้องคิดหาวิธีเพื่อที่จะจำกัดกับผีสาวคนนี้และต้องหาวิธีอีกหลายอย่างมากมายและต้องบอกเลยเหตุการณ์นี้ ซึ่งมันไม่ได้ดีขึ้นกับผีสาวอีกทั้งเขายังคงจะวนเวียนอยู่กับข้างกายของพระเอกออย่าง กิมมิก ซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องนี้

ซึ่งจะเห็นได้ว่าพระเอกของเรานั้นเริ่มมีน้ำหนักที่มากขึ้นและเกินกว่ารูปร่างของตนไปอย่างมากซึ่งต่างก็ทำให้คนดูทุกๆคนก็แทบจะหัวใจวายซึ่งเห็นผีสาวคนนี้ขึ้นขี่อยู่บนคอพระเอกอยู่นั้นเพราะจนนาทีสุดท้ายแล้วพระเอกก็ดูไม่ปกติเหมือนจะมีอาการคลั่งและทำให้ไม่สามารถควบคุมสติของตัวเองได้จึงทำให้แฟนสาวนั้นก็เริ่มที่จะตีตัวถอยห่างออกไปและเรื่องมันจะจบอย่างไรนั้นเราลองติดตามไปรอดูกันในช่วงตอนต่อไปกันนะ

 

สนับสนุนโดย ทดลองเล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรี