Skip to main content

การออกแบบด้วยหลักการทางศิลปะ

      การออกแบบนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะเพราะจะต้องมีการสร้างสรรค์และนำสิ่งต่างๆมาประยุกต์ใช้ให้เกิดความสวยงาม การออกแบบนั้นจึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากเพราะก่อนที่เราจะลงมือสร้างสรรค์ศิลปะนั้นการออกแบบถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยในการลดความผิดพลาดต่อผลงานที่เราจะสร้างสรรค์

ดังนั้นแล้วในการออกแบบจึงมีหลักการในดารออกแบบอยู่เช่นกันเพื่อให้ผลงานนั้นออกมาสมบูรณ์แบบและสวยงามที่สุด มาดูกันว่าผลงานที่จำเป้นต้องมีการใช้การออกแบบนั้นมีหลักการในการออกแบบอย่างไรบ้างและแต่ละส่วนนั้นมีความสำคัญและจำเป็นอย่างไร

สิ่งแรกที่เป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความสวยงามให้กับภาพและเป้นสิ่งที่ทำให้เมื่อคนมองนั้นแล้วรู้สึกว่านี่แหละคือศิลปะก็คือในเรืองของดุลยภาพหรือที่เรานั้นคุ้นเคยกับคำว่า Balance นั่นเอง สำหรับดุลยภาพของการออกแบบนั้นก็คือการที่เรานั้นสร้างให้เกิดความสมดุลระหว่างด้านซ้ายและด้านขวา และความสมดุลนั้นก็แบ่งออกเป็นสองแบบก็คือควงามสมดุลแบบสมมาตรจะมีลักษณะที่ภาพการออกแบบทางด้านซ้ายและภาพทางด้านขวามีลักษณะที่เหมือนกันไม่มความผิดแปลกไปจากกันแม้แต่ในจุดเดียว

เพราะถ้าหากผิดแปลกไปก็จะทำให้การออแบบในลักษณะนั้นไม่ใช่ความสมดุลแบบสมมาตรและอีกลักษระหนึ่งนั้นก็คือการออกแบบสมดุลอสมมาตรก็คือการออกแบบที่ทั้งสองข้างซ้ายละขวานั้นมีลักษณะการออกแบบที่แตกต่างกันแต่เมื่อนำมาตั้งวางและจัดเรียงแล้วนั้นเกิดความสมดุลหรือให้ความรู้สึกที่สมดุลนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง สีและน้ำหนัก ก็สามารถที่จะเป็นการออกแบบในลักษณะสมดุลได้เช่นกัน

ความกลมกลืน (Harmony) เป็นการออกแบบในลักษณะที่จัดองค์ประกอบขึ้นมาให้มีลักษณะที่ประสานกลมกลืนและมีความเข้ากันอย่างลงตัว ซึ่งการออกแบบในลักษณะนี้นั้นก็จะช่วยในเรื่องของความสบายจาและเมื่อมองแล้วเราจะรู้สึกผ่อนคลายและไม่รู้สึกขัดแย้งหรือถ้าหากต้องการจัดองค์ประกอบในลักษณะ Contrast

หรือการจัดองค์ประกอบแบบขัดแย้งก็สามารถที่จะทำได้ซึ่งการออกแบบในลักษณะนี้นั้นก็เพื่อทำให้เกิดจุดเด่นในภาพหรือสิ่งเหล่านั้นนั่นเอง โดยจุดเด่นนั้นเป็นการออกแบบในลักษณะที่ต้องการเรียกร้องความสนใจหรือให้เห็นถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจนเป็นการจัดองค์ประกอบด้วยการใช้เส้น สี จุด รูปทรง

สัดส่วน (Propotion) เป็นการแบ่งการออกแบบเป็นสองส่วนตามความเหมาะสม โดยมีสัดส่วนในลักษณะมาตรฐานหรือสัดส่วนอิสระก็เป็นสิ่งที่จะช่วยททำให้การออกแบบนั้นมีความสวยงามากขึ้นและมีความแปลกใหม่ด้วย ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้หากนำไปใช้ในการออกแบบก็จะได้ผลงานที่มีความสวยงามและเหมาะสมได้อย่างแน่นอน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  SA gaming สมัคร

อัศจรรย์ประติมากรรมที่ทั่วโลกยังกล่าวถึง

The Man Who Measures the Clouds โดยผู้สร้างผลงานชิ้นนี้คือ แยน ฟาร์บ สิ่งที่ต้องการสื่อถึงคือ การต่อสู้เพื่อวัดค่าสิ่งที่ไม่บางทีไม่อาจวัดได้ ผลงานที่ไม่ซ้ำใครมีขนาด 9 เมตร โดยเสนอออกมาในรูปแบบของประติมากรรมชายคนหนึ่งที่มีความมานะที่จะวัดก้อนเมฆด้วยไม้บรรทัด โดยสื่อถึงผู้ที่บากบั่นสำหรับการทำสิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้ ตามที่พวกเราไม่เคยหยุดปรับปรุงตนเองในฐานะมนุษยชาติ หรือคำกล่าวสอนของ                     บรรพบุรุษที่บอกไว้ว่ามนุษย์เป็นตัวชี้วัดทุกสิ่งทุกอย่าง

Inertia and The Bankers ผู้สร้างผลงานชิ้นนี้คือ Jason deCaires Taylor สื่อถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับทางสังคมแล้วก็เรียกร้องความรับผิดชอบจากมนุษย์

เป็นผลงานประติมากรรมใต้น้ำถูกสร้างขึ้นมาจำนวนมาก โดยเปิดเผยให้ถึงปัญหาเกี่ยวกับทางสังคมยุคใหม่ที่ยึดติดในด้านวัตถุและก็ได้รับอิทธิพลจากสื่อมากเกินความจำเป็น ผลงานชั้นดีเลิศชุดนี้ยังปฏิบัติหน้าที่เป็นบ้านให้กับต้นปะการังแล้วก็สิ่งมีชีวิตทางทะเลที่เสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ในหลายพื้นที่บนโลก โดยเจสันนั้นเพียรพยายามสื่อถึงการคุ้มครองป้องกันโลกของพวกเรา 

Absorbed by Light ผลงานชิ้นนี้ต้องการที่จะบอกพวกเราในหัวข้อการคลั่งไคล้ในวัสดุอุปกรณ์รวมทั้งเทคโนโลยีมากจนเกินไป

เป็นประติมากรรมรูปปั้นคน 3 คนนั่งบนม้านั่ง โดยทั้งหมดทั้งปวงต่างจ้องไปที่สมาร์ทโฟนจนกระทั่งไม่ใส่ใจกันและกัน ผลงานชิ้นนี้ต้องการจะสื่อถึงการที่พวกเราดำเนินชีวิตเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีรุ่นใหม่มากเกินไป ทำให้หลุดการเชื่อมต่อจากชีวิตจริง

The Miraculous Journey โดยผู้สร้างผลงานชิ้นนี้ต้องการแสดงถึงความเป็นไปของการเจริญเติบโตของทารกในท้องมารดา

ประติมากรรมอันน่ามหัศจรรย์ชิ้นนี้ตั้งอยู่ที่ศูนย์การแพทย์โดฮา ประเทศกาตาร์ ซึ่งมีประติมากรรมทั้งหมด 14 ชิ้น โดยแสดงระยะเวลาของการเจริญเติบโตของเด็กแรกเกิดในท้องคุณแม่จนกระทั่งวันที่เกิด สื่อถึงการเดินทางที่ดีที่สุดในชีวิตมนุษย์ ผลงานเป็นที่คัดค้านกันอย่างยิ่งในกลุ่มคนตะวันออก และบางทีก็ต้องหาบางสิ่งมาคลุมผลงานชิ้นนี้อยู่เรื่อยๆ 

 

เด็กน้อยเนลโล กับสุนัขปาทราช เป็นรูปปั้นที่สร้างขึ้นบริเวณมหาวิหารเลดี้ มีรูปปั้นของเด็กน้อยที่พักผ่อนโดยหลับไหลอยู่กับหมาของเขาภายใต้ผ้าที่เอาไว้สำหรับห่มผิวถนน แรกเห็นอาจทำให้ยกย่องในความน่ารักน่าเอ็นดูแน่ๆ แม้กระนั้นตามที่เป็นจริงแล้วมันมีที่มาที่แสนโศกเศร้า หดหู่แอบซ่อนไว้ ผลงานประติมากรรมนี้ต้องการจะสื่อถึงเรื่องของเนลโลแล้วก็หมาช่วยเหลือของเขาปาทราช ซึ่งเป็นนิทานที่เป็นที่รู้จักในศตวรรษที่ 19 โดยนำเสนอถึงเนลโลที่พบเจอความลำบากตรากตรำสำหรับเพื่อการดำเนินชีวิต การต่อสู้เพื่อเอาชนะความโหยหิวและก็ตอนท้ายจำเป็นต้องเสียชีวิตจากความหนาวในโบสถ์โดยมีเพื่อนรักของเขาอยู่ข้างเคียงกาย

ยังมีประติมากรรมอีกมากมาย ที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่รอให้ทุกคนได้มีโอกาสไปเยี่ยมชม การสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรม หรือศิลปะต่างๆ ออกมานั้นย่อมมีคุณค่าเสมอ โดยผู้คนจะเห็นค่าหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่ว่าแต่ละคนสามารถตีความหมายได้หรือไม่ แต่ไม่ว่าอย่างไรศิลปินทุกคนก็ยังคงสร้างสรรค์และพัฒนาผลงานออกมาอยู่เสมอ เพื่อที่ศิลปะจะยังคงอยู่คู่กับมนุษย์ตลอดไป

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนสด

ศิลปะและการเริ่มต้นของแต่ละยุคสมัย 

ศิลปะคือจุดเริ่มต้นของยุคสมัยต่างๆเพราะยุคสมัยแต่ละยุคก็มีการบันทึกเหตุการณ์เกิดขึ้นที่แตกต่างจากวัยนี้จึงเป็นสาเหตุที่ศิลปะต่างๆ ไม่สามารถเข้าถึงผู้คนต่างๆได้มากยิ่งขึ้นเพราะผู้คนต่างๆได้มีการศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาของมนุษย์หรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของ การสร้างสรรค์ผลงานหรือแม้แต่จะเป็นงานศิลปะเพราะแต่ละยุคสมัยก็มีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันไปอย่างไรก็ตามมีจุดประสงค์สำคัญอย่างยิ่งที่การบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ

ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์จะนำมาซึ่งการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะหรือแม้แต่จะเป็นการพัฒนารูปแบบในการใช้ชีวิตของมนุษย์ มนุษย์มีการเข้าถึงงานศิลปะทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการเสพศิลปะทางการดู การฟัง หรือการสัมผัส ศิลาตอนนี้ถูกพัฒนาให้สามารถเข้าถึงผู้คนได้มากยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้เรื่องราวต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการพัฒนาความต้องการทางสังคมอย่างไรก็ตามนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ทุกคนต่างให้ความสนใจในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการรับรู้เรื่องราวต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคสมัยปัจจุบันที่สามารถเข้าถึงสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆหรือนวัตกรรมต่างๆที่มีรูปปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว

ผู้คนต่างๆสามารถเข้าถึงเหตุการณ์การทำงานหรือแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการติดต่อสื่อสารโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบงานดังกล่าวมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ทุกคนมีการเข้าถึงระบบการศึกษานี่เองจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดในปากคือจุดเริ่มต้นแห่งยุคสมัยต่างๆในการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ การส่งต่อทางด้านความเชื่อ ความคิด ของศิลปินต่างๆถูกส่งต่อโดยมีการพัฒนางานศิลปะอย่างไรก็ตามมีจุดประสงค์สำคัญอย่างยิ่งที่แต่ละยุคสมัยมีการพัฒนาการทำงานที่แตกต่างกันอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนารูปแบบการติดต่อสื่อสารหรือกิจกรรมต่างๆที่มนุษย์ทำในแต่ละวัน

ยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ ลักษณะในการทำงานการเปลี่ยนแปลงโดยการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆลงไปในงานศิลปะ อย่างไรก็ตามมีจุดประสงค์สำคัญที่ในยุคปัจจุบันการพัฒนาหอศิลป์ หรือสถานที่เก็บเกี่ยวกับวัฒนธรรมหรือสื่อต่างๆมีจำนวนเพิ่มมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสื่อต่างๆเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะเป็นการรับรู้การสัมผัสต่างๆหรือแม้แต่จะเป็น การหาข้อมูลต่างๆก็มีการพัฒนาตนอย่างไรก็ตามที่เป็นส่วนสำคัญที่แต่ละยุคสมัยมีการพัฒนาการทำงานการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการใช้ชีวิตของมนุษย์ที่มีการพัฒนาอยู่เสมอการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาต่างๆเหล่านี้

ยังมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพราะมนุษย์มีความต้องการการรับรู้เรื่องราวต่างๆหรือการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ศิลปะคือหนึ่งในนั้นซึ่งเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อผู้คนเข้าหากันในแต่ละยุคสมัย ที่บันทึกเรื่องราวในเหตุการณ์ต่างๆ 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ufabet

ความเข้มและน้ำหนักของการใช้สี

งานศิลปะต่างๆมีการใช้สีขณะที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตามทุกคนจะมีการเรียนรู้และการพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ โดยเฉพาะงานศิลปะในยุคปัจจุบันที่มีการเรียนรู้และการพัฒนาตลอดเวลาให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นผู้คนต่างๆเริ่มมีการพัฒนาลักษณะการทำงานและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในการทำงานศิลปะเพื่อระบายอารมณ์ นึกว่าจะเป็นจิตรกรหรือแม้แต่จะเป็นศิลปินต่างๆในยุคปัจจุบันก็มี

การพัฒนาการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นงานภาพเขียน จากอุปกรณ์ใดๆก็ตามหรือแม้แต่จะเป็นการทำปฏิมากรรมขึ้น รวมทั้งในยุคปัจจุบันศิลปะได้มีการเพิ่มขยายมากยิ่งขึ้นเป็นแบบดิจิตอลโดยใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานพรุ่งนี้อยู่ปัจจุบันโปรแกรมต่างก็ถูกผลิตออกมามากมาย

นี่เองจึงทำให้ศิลปะมีการพัฒนาตลอดเวลาการใช้สีใน Digital มีความทันสมัยที่เพิ่มมากขึ้นสามารถปรับเปลี่ยนสีได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำหนักต่างๆความเข้มความอ่อน สามารถปรับได้อยู่ตลอดเวลายังไงก็ตามรูปแบบของการเพิ่มค่าน้ำหนักของสีมีวิธีที่แตกต่างรถไฟ ยกตัวอย่างเช่นการเพิ่มหรือการปรับโทนสีเราจะใช้ hue ในการเปลี่ยนแปลงค่าของสี  หรือต้องการทำให้มีความเข้มขึ้นเราจะใส่โทนเข้าไป รวมทั้งถ้าอยากเพิ่มความสว่างเราจะใส่ tint แล้วถ้าใส่ค่าเป็นไงเราจะใช้เฉด

สิ่งต่างๆเหล่านี้เองเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของลักษณะของศิลปะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาความเข้มของสีและการใช้งานของสีน้ำตาลมีบทบาทอย่างมากจากการทำงานศิลปะในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะในการทำงานหรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เพราะผู้คนต่างให้ความสนใจในการพัฒนาการทำงานการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในการทำงานต่างๆที่ในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจในการพัฒนาการทำงานหรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการใช้สีต่างๆเพื่อพัฒนางานศิลปะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ศิลปะคือสิ่งที่บ่งบอกเกี่ยวกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ รวมทั้งยังมีงานศิลปะมากมายซึ่งในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอย่างไรก็ตามจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มมีการพัฒนางานศิลปะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยเฉพาะความสามารถในการเข้าถึงงานศิลปะในยุคปัจจุบันที่มีการเติบโตที่เพิ่มขึ้นระบบอินเตอร์เน็ตคอมพิวเตอร์และการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าหากัน มีการพัฒนาตลอดเวลา นี่คือทำให้งานศิลปะมีการพัฒนาตลอดเวลาสามารถเข้าถึงผู้คนง่ายมากขึ้นอย่างไรก็ตามงานศิลปะเป็นงานที่มีการพัฒนาตลอดเวลาให้ตามยุคตามสมัยตามลักษณะในการใช้ชีวิตของผู้คนนี้จะทำให้ศิลปะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

และการปรับเปลี่ยนต่างๆเหล่านี้ก็จะใช้อุปกรณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นสี พู่กัน และอุปกรณ์อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งบ่งบอกว่าแต่ละยุคสมัยนั้นมีการใช้อุปกรณ์อย่างไรบ้างในการทำงาน 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวดีๆโดย  สมัคร บาคาร่า ufabet

The Middle Ages

The Middle Ages หรือที่เรียกกันว่ายุคกลางเป็นยุคที่มักจะเรียกว่าเป็นยุคแห่งความมืดมนหรือยุคมืดแห่งศิลปะ เพราะก่อนจะมาสู่ในช่วงยุคกลางนั้นก็เป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรื่องทางด้านศิลปะอย่างมากในช่วงยุคกรีกโรมันมาก่อนนั่นเอง พอหลังจากช่วงยุคกรีกโรมันและเข้าสู่ช่วงยุคกลางแล้วนั้น การเจริญเติบโตทางด้านศิลปะเป็นสิ่งที่มีการถดถอยลงทำให้ความเป็นศิลปะในยุคนั้น

ถือว่าไม่มีการเกิดใหม่และมีการสร้างสรรค์ในเรื่องของศิลปะที่น้อยมากเลยทีดี เปรียบเสมือนการถดถอยทางด้านสติปัญญาของมนุษย์ในยุคนั้นด้วยทำให้หลังจากยุคกลางไปลแวนั้นก็คือยุคของศิลปะเรอเนซองส์นั่นเองและถือว่าเป็นยุคที่มีการเกิดใหม่ของศิลปะจึงเป็นยุคที่มีความรุ่งเรื่องทางด้านศิลปะอย่างมากเลยนั่นเอง

แต่ถ่หากจะพูดไปแล้วนั้นจะว่ากล่าวยุคกลางว่าเป็นยุคแห่งความถดถอยทางด้านศิลปะสะทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะในยุคนั้นถือว่าเป็นยุคที่มีช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 400 ปลายๆไปจนถึงช่วงปี 1453 ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีการกินระยะเวลาในยุคกลางนั้นถือว่ายาวนานมากเลยทีเดียวแลพในช่วงระยะเวลาเป็นพันปีนั้นจะว่าการเจริญเติบโตทางด้านศิลปะในยุคกลางนั้นเป็นศิลปะที่ห่วยตลอดพันปีเลยนั้นก็ไม่น่าจะเป็นไปได้

ดังนั้นแล้วถ้าหากจะพูดถึงศิลปะในช่วงยุคกลางนั้นก็มีการเกิดขึ้นของศิลปะจำนวนมากมายแต่การเกิดขึ้นนั้นอาจจะเป้นการเกิดขึ้นของศิลปะในลักษระที่มีคระที่มีความคล้ายคลึงกันหรือเป็นศิลปะที่ไม่มีการเกิดขึ้นเป็นรูปแบบบใหม่ๆ และทำให้ในช่วงระยะเวลาเป็นพันๆปีนั้นศิลปะในยุคกลางจึงดำเนินไปอย่างคงเส้นคงวาและเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นเอง

สำหรับศิลปะในช่วงยุคนั้นถึงแม้จะเป็นยุคมืดของศิลปะแต่การเกิดขึ้นของศิลปะในยุคนั้นก็ถือว่ามึวามสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของวงการศิลปะก็ว่าได้ เพราะในช่วงนั้นเป็นช่วงของการเจริญเติบโตทางด้านศาสนาและมีการสนัยสนุนในเรื่องของศาสนามากกว่าศิลปะนั่นเอง ทำให้ในยุคนั้นผลงานทางด้านศิลปะจึงเน้นไปด้านงานสถาปัตยกรรมเป็นหลัก ดดยสิ่งที่น่าสนใจในความเป็นงานศิลปะในยุคกลางนั้นก็คือการสร้างโบสถ์หรือสถานที่ทางศาสนาก็ถือว่ามีความสวยงามตามแบบฉบับศิลปะในยุคกลางแต่เนื่องด้วยว่าศาสนาได้รับความนิยมมากกว่าศิลปะทำให้ ความเป็นศิลปะหรือความสวยงามนั้น

ไม่ได้มีความโด่ดเด่นและน่าสนใจจนจะทำให้ศิลปะในยุคนั้นเป็นยุคที่มีการเจริญรุ่งเรืองนั่นเอง ซึ่งประเภทที่เป็นศิลปะในยุคกลางนั้นก็คือ ศิลปะโกทิค ศิลปะแบบบารอก ศิลปะเรอเนซอส์หรือที่เรียกว่าฟื้นฟูศิลปะวิทยาและศิลปะแบบรอกโกโก ก็ล้วนเป็นศิลปะในยุคกลางทั้งสิ้น แต่ยุคเรอเนซองส์นั้นจะมีความพิเศษและเป็นยุคที่มีความน่าสนใจทางด้านศิลปะมากที่สุดของยุคกลางนั่นเองจึงทำให้ในบางครั้งยุคเรอเนซอส์มักจะถูกแยกออกจากยุคอื่นๆ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sa casino ฟรี300

เรียนศิลปะจบไปทำอะไรดี

ในแต่ละปีนั้นต้องยอมรับว่ามีนักศึกษาที่เรียนศิลปะและเรียนจบในสาขาอาชีพนี้จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวแต่มีจำนวนน้อยมากที่เรียนจบด้านนี้แล้วนั้นไปประกอบอาชีพด้วยการเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว แล้วที่เหลือสามารถจะทำอะไรได้บ้างหลายคนอาจจะกังวลว่าเรียนจบศิลปะแล้วจะไม่มีงานทำ แน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลในยุคนี้แล้วเพราะการเรียนจบศิลปะนั้นสามารถที่จะทำงานหรือนำศิลปะไปต่อยอดในการทำงานด้านอื่นๆ

ได้นอกจากการเป็นศิลปินนั่นเอง แตโดยส่วนใหญ่แล้วในบางครั้งนักศึกษาจะไม่ค่อยได้ค้นพบตัวเองในเวลาที่เร็วมากนัก การเตรียมพร้อมก่อนเรียนจบเพื่อให้เรานั้นเรีบยจบไปแล้วมีงานรองรับเลยนั้นจึงเป้นเรื่องสำคัญ และสถานศึกษาโดยส่วนให่ก็คำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยว่าเรียนจบศิลปะไปแล้วนั้นจะสามารถประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง

สิ่งแรกที่เป็นเป้าหมายหลักของนักศึกษาศิลปะหลังเรียนจบนั้นก็คือการได้ทำงานเป็นศิลปินหรือการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะอย่างเต็มตัว ซึ่งงานศิลปะนั้นก็มีมากมายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์โดยการวาดภาพ การสร้างสรรค์งานประติมากรรม รวมทั้งการนำศิลปะหลายๆประเภทมาประยุคและก่อให้เกิดความคิดสรร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ๆ

และมีการนำไปโชว์หรือจัดนิทรรศการสิลปะต่างๆ ซึ่งปัจจุบันการจัดนิทรรศการเพื่อให้ความรู้และเพื่อให้ความเพลิดเพลินนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับความสนับสนุนอย่างดีมากและการทำงานศิลปะในลักษณะนี้นั้นก็เป็นช่องทางแรกที่นักศึกษาที่เรียนจบสาขาศิลปะประเภทต่างๆมานั้นใฝ่ฝันและอยากที่จะทำ แต่ในบางครั้งด้วยจำนวนนักศึกษาหรือคนที่จบางด้านศิลปะมานั้นมีจำนวนมาก การสร้างสรรค์ศิลปะต่างๆจึงถือว่าการแข่งขันที่สูง

ทำให้หลายคนหันมาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเชิงพาณิชย์ คือไม่ได้เน้นในการสร้างสรรค์ด้วยการวาดภาพ การปั้น เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นำสิ่งเหล่านี้มาผสมผสานกับสินค้าที่สามารถขายได้ทั่วไป เช่นเครื่อประดับ กระเป๋า หรือสิ่งขิงที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ม่ว่าจะเป็นการนำศิลปะภาพวาดมาผสมผสานลงบนกระเป๋า เครื่องใช้ต่างๆด้วยการเย็บ ปีก สกรีนเป็นต้น 

ก็ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ศิลปะที่มีรูปแบบใหม่ให้คนได้เสพหรือสัมผัสกับศิลปะในรูปแบบอื่นๆนอกจากการชมภาพวาดหรือรูปปั้นนั่นเอง ซึ่งอาชีพนี้ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจสำหรับคนที่เรียนจบทางด้านศิลปะมาเพราะเป็นการสร้างผลงานที่มีความ Unique และเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ได้สูงเลยทีเดียว

ในปัจจุบันสื่ออนไลน์มีความสำคัญอย่างมากแน่นอนว่าคนที่จบการเรียนด้านศิลปะมานั้นมีความสำคัญกับการทำงานด้านนี้อย่างมากเพราะสื่ออนไลน์ต่างๆล้วนต้องการความคิดสร้างสรรค์และผู้ที่เรียนจบด้านศิลปะมักจะมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีทำให้อาชีพการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆผ่านสื่ออนไลน์นั้นก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับนักศึกษาที่จบด้านศิลปะมาด้วย อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะอาชีพใดการทำในสิ่งที่ชอบและสิ่งที่เรารักนั้นจะทำให้สิ่งที่เรานั้นทำออกมาดีและมีคุณค่าเสมอ

 

 

สนับสนุนโดย  ufabet บนมือถือ

ความลับที่ถูกซ่อนอยู่ในผลงานของ Edgar Degas

ในช่วงระหว่างปี 1876-1880 เป็นช่วงเวลาที่ Edgar Degas ได้มีการสร้างสรรค์ชิ้นงานทางศิลปะขึ้นมา ถึงแม้จะเป็นชิ้นงานที่มีความน่าสนใจแต่กลับไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนักและหนึ่งในชิ้นงานที่ Edgar Degas ได้สร้างสรรค์เอาไว้นั้นก็คือ Portrait of a woman เป็นชื่อที่มีความเหมาะสมดีกับภาพวาดนั้นอย่างมาก

เพราะนอกจากผู้หญิงที่สวมใส่ชุดดำในภาพวาดในภาพนั้นก็ไม่ได้มีอะไรอย่างอื่นที่น่าสนใจไปกว่าผู้หญิงชุดดำในภาพวาด จนเวลาล่วงเลยไปในปี 1922 ซึ่งเป็นยุคที่มีการค้นพบและมีการให้ความสนใจเกี่ยวกับผลงานชิ้นนี้ถึงแม้ Edgar Degas จะได้ล่วงลับไปแล้วเป็นเวลานานกว่า 100 ปี ผลงานของเขานั้นจึงได้มีการนำมาตรวจสอบและวิเคราะห์เพื่หารายละเอียดใหม่ๆ ที่จะสามารถนำไปสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะที่มากขึ้น

เมื่อมีการตรวจสอบและวิเคราะห์ภาพวาดดูแล้วนั้น ได้มีการค้นพบรายละเอียดและความเป็นเอกลักษณ์ในการวาดของ Edgar Degas แต่ก็ยังไม่ได้เป็นที่ตื่นเต้นในการวิเคราะห์สักเท่าไหร่นัก จนกระทั่งมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ภาพวาด ซึ่งเทคโนโลยีที่มีการนำเข้ามาตรวจสอบภาพวาดนั้นก็คือการ X-ray โดยการตรวจและวิเคราะห์ครั้งนี้นั้นถูกจัดขึ้นเมื่อปี2016และมีการใช้ระยะเวลาในการวิเคราะห์และตรวจสอบมากถึง33ชั่วโมง ก้ทำให้ได้พบกับความตื่นต้นที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ภาพหญิงสาวนั้นมีภาพของหญิงสาวอีกคนซ่อนอยู่ภายใต้หญิงสาวชุดดำและเมื่อมีการวิเคราะห์และมีการแยกออกมาจากกัน ก็พบว่ามีสไตล์การวาดที่มีความแตกต่างกันออกไป ต่างจากฝีแปรงปกติที่มีการวาดของ Edgar Degas 

ซึ่งก็มีการตั้งข้อสันนิษฐานมากมาย ว่ามีสิ่งใดที่ผิดปกติหรือมีอะไรเกิดขึ้นกับภาพวาดภาพนี้ แต่ก็ได้มีการวิเคราห์และหาคำตอบโดยละเอียดเลยสรุปได้ว่า Edgar Degas นั้นอาจจะมีการนำภาพใบเก่าๆมาวาดทับ ทำให้เกิดภาพทับซ้อนเหล่านี้ขึ้นนั่นเอง แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าภาพวาดของ Edgar Degas นั้น

ก็คือการใช้เทคโนโลยีในการวิเคราห์และตรวจสอบภาพดังกล่าวที่สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้เพื่อวิเคราะห์การทำงานว่าจิตรกรแต่ละคนในอดีตนั้นมีการสร้างสรรค์หรือการทำงนในการวาดภาพอย่างไรมากกว่า 

ความลับที่เกิดขึ้นบนภาพวาดของ Edgar Degas ที่ได้มานั้นก็ทำให้เราทราบว่าในช่วงยุคนั้น ในยุคของ Edgar Degas นั้นการเป็นจิตรกรที่ดี จะต้องมีการใช้ทรัพยากรและใช้ชีวิตอย่างมัธยัดด้วยและรู้จักการที่จะปล่อยวางไม่ยึดติดกับผลงานภาพวาดเก่าๆที่ตนเองนั้นสร้างสรรค์ขึ้นมา และมีการนำผ้าใบที่ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานนั้นกลับมาใช้หรือกลับมารีไซเคิล

เพื่อใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆอีกครั้ง ถึงแม้จะเป็นความลับที่ไม่ได้น่าตื่นเต้นนัก แต่อย่างน้อยการค้นพบสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ผลงานของ Edgar Degas นั้นกลับมาเป็นที่นิยมและเป็นสิ่งที่หลายคนที่ชื่นชอบในผลงานด้านภาพวาดนั้นจะต้องดูให้ได้สักครั้งหนึ่ง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวมาจาก  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

ศิลปะการแต่งหน้าให้สวยงาม

การแต่งหน้าเป็นการเสริมแต่งให้ใบหน้าของเรานั้นดูดีมากขึ้น ปัจจุบันการแต่งหน้าถือว่าเป็นศิลปะที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนเรานั้นหันมาใส่ใจกับใบหน้าเพื่อความสวยงามมากขึ้นและการแต่งหน้าไม่เป็นเพียงการเสริมสร้างความงามบนใบหน้าเท่านั้นแต่ยังถือว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยในการเสรอมสร้างบุคลิดภาพให้กับคนคนนั้นด้วย

การแต่งหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญของผู้หญิงในปัจจุบันมากขึ้นและถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำในทุกๆวันด้วย ดังนั้นจึงถือว่าผู้หญิงดดยส่วนใหญ่ที่แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางค์นั้นมีการใช้ศิลปะต่างๆเข้ามาเพื่อเป็นเทคนิคและทำให้ตัวเองนั้นเกิดความมั่นใจในการแต่งหน้า

การสร้างโครงให้กับใบหน้า ถือว่าถ้าหากไม่มีความชำนาญหรือความมีศิลปะในหัวใจนั้นก็ถือว่าการสร้างโครงทำได้ยาก เพราะผู้แต่งห้าไม่มีจิตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ที่จะสร้างกรอบหรือโครงหน่ให้กับตัวเองนั่นเอง ดังนั้นการสร้างกรอบหน้า โครงหน้าจึงจำเป็นจะต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่าศิลปะเพื่อนำมาใช้และผสมผสานกับเครื่องสำอางค์ที่มีให้ได้มาซึ่งความสวยงามของกรอบหน้าและโครงหน้า นั่นเอง

โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่แต่งหน้านั้นจะต้องมีการวางกรอบหน้าและโครงสร้างของหน้าก่อนด้วยว่า หน้าของเรานั้นจะต้องทำกรอบหรือมีโครงสร้างบนใบหน้าอย่างไร และการสร้างกรอบหน้านั้นสามารถที่จะทำได้โดยการใช้แปรงแต่งหน้าและเครื่องสำอางที่คุ้นเคยอย่างเฉดดิ้งนั้นมาสร้างกรอบโดยถ้าหากต้องการหน้าที่เรียวเล็กก็จะต้องทำการสร้างกรอบที่เข้มในบริเวณข้างแก้มช่วงกรามและสันจมูก

เพื่อให้กรอบหน้าของเรานั้นดูชัดและสิ่งนี้ถ้าหากขาดจินตนาการและศิลปะในการแต่งนั้นก็จะทำให้หน้าของเรานั้นออกมาไม่สวยได้ การใช้ศิลปะเพื่อการสร้างกรอบและโครงสร้างหน้านั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

การใช้เทคนิคในเรื่องของสีเข้ามาเป็นตัวเพิ่มสีสันให้ใบหน้า ถือเป็นสิ่งที่เรียกว่าศิลปะเช่นกัน เพราะการที่เราจะสามารถใช้สีต่างๆเพื่อใช้ในการแต่งหน้าให้ออกมาสวยงามนั้นความรู้เรื่องของโทนสีจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากเช่นกัน การที่เรานั้นรู้เกี่ยวกับหลักการของสรทางศิลปะจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้การแต่งหน้าของเราราบรื่น สวยงามแล้วนั้นการใช้เทคนิคสีเข้ามาช่วยในการสร้างสรรค์การแต่งหน้านั้นยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความแปลกใหม่ให้กับใบหน้าด้วย 

ไม่ว่าจะอย่างไรการแต่งหน้าก็ถือเป็นศิลปะที่มีความนิยมอีกแขนงหนึ่ง เพราะบางครั้งไม่ใช่เพียงแต่การแต่งหน้าอย่างไรให้สวยงามให้มีความมั่นใจแต่ศิลปะการแต่งหน้าก็ยังมีการแต่งหน้าอีกมากมายที่มีการนำศิลปะเข้ามาร่วมด้วย และการแต่งหน้าโดยใช้ศิลปะโดยตรงเพื่อสร้างความแปลกและแตกต่างมากขึ้นไปได้อีกด้วย ศิลปะจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราแม้กระทั่งในตอนที่เราแต่งหน้า

 

สนับสนุนโดย  gclub

BDSM ศิลปะ18+

BDSM ย่อมาจาก…

B = Bondage (สภาวะที่ถูกพันธนาการ หรือความเป็นทาส) 

D = Dominance (การปกครอง) และ Discipline (การลงโทษ)

S = Sadism (การมีความสุขจากการที่ได้ทำร้ายคนอื่น) และ Submission (การยอมจำนน)

M = Masochism (การมีความสุขจากการที่ถูกคนอื่นทำร้าย)

BDSM คือ ความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ โดยการสวมบทบาทต่างๆในระหว่างกิจกรรมทางเพศ เช่น การสวมบทบาทเป็นผู้ลงทัณฑ์ ผู้มีอำนาจ ผู้ยอมจำนน เป็นต้น ซึ่งผู้ที่สมบทบาทนั้นต่างจะได้รับความสุขในแบบที่ตัวเองชอบ ไม่ว่าจะเป็นความสุขจากการเป็นผู้กระทำที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกเจ็บปวดหรือผู้ถูกกระทำที่ได้รับความสุขจากการเจ็บปวดก็ได้ BDSM ถือว่าเป็นการเพิ่มความเร่าร้อนให้กิจกรรมทางเพศอย่างมาก  

หากจะยกตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่อง BDSM นี้คงไม่พ้นภาพยนตร์ Fifty Shades of Grey ที่สามารถถ่ายทอดความเป็น BDSM ออกมาได้อย่างดี โดยเราจะเห็นพฤติกรรมของพระเอกที่มีความเป็น BDSM คือพระเอกมีความสุขจากการที่ได้ร้ายนางเอก ส่วนนางเอกก็มีความเป็น BDSM คือมีความสุขจากการที่ถูกพระเอกทำร้ายระหว่างทำกิจกรรมทางเพศร่วมกัน คนทั่วไปอาจจะรับไม่ได้กับภาพยนตร์แบบนี้ และพาลตีความในแง่ลบเกี่ยวกับพฤติกรรม BDSM ว่าเป็นการใช้ความรุนแรง เป็นเรื่องผิดปกติ จนถึงขั้นน่ารังเกียจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว BDSM ก็ไม่ต่างจากศิลปะแขนงหนึ่งที่ช่วยเพิ่มอรรถรสและความน่าสนใจให้กับกิจกรรมทางเพศ คนที่มีพฤติกรรม BDSM ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว นั่นเป็นเพียงแค่ความชอบ และพฤติกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น

BDSM จะเป็นศิลปะได้อย่างไร?

ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องเปิดใจมองให้กว้างอย่างทีเดียว ถึงจะสามารถเห็นศิลปะใน BDSM ได้ อย่างการสวมบทบาทเป็นตัวละครสมมุติต่างๆ ก็เกิดเป็นศิลปะได้ อย่างเช่น การสวมบทบาทเป็นเจ้านายกับคนใช้ การสวมบทบาทเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองกับผู้ถูกปกครอง ก็เป็นการเพิ่มสีสัน ความน่าตื่นเต้นได้อย่างหนึ่ง หากผู้ที่สวมบทบาทมีความยินยอมเต็มใจที่จะกระทำทั้งสองคนก็ถือได้ว่าเป็นศิลปะระหว่างกิจกรรมทางเพศของทั้งสอง  ในเมื่อละครก็คือศิลปะทางการแสดงอย่างหนึ่ง ดังนั้นการที่ สวมบทบาทเป็นตัวละครสมมุติระหว่างทำกิจกรรมทางเพศก็ย่อมไม่ต่างจากการทำการแสดงซึ่งเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเช่นกัน

BDSM ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจ เพราะทุกคนล้วนมีความชอบและพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ควรมองและเปิดรับ BDSM เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ถ้าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้สร้างความเดือดร้อน หรือละเมิดสิทธิใครก็ย่อมไม่ผิด แต่ถ้าเมื่อไรที่อีกฝ่ายไม่ได้ยินยอมและเต็มใจในพฤติกรรม BDSM นั่นก็ย่อมเข้าข่ายการใช้ความรุนแรงต่อคนอื่นได้แล้ว 

 

 

สนับสนุนโดย  สมัคร Sagame ฟรี

ศิลปินแห่งชาติที่ควรยกย่อง

นายยก ชูบัว ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โนรา)

แรงบันดาลใจในการแสดงโนรา

จากการที่ โนรายก ชูบัว สนใจในศิลปะการแสดงโนรามาตั้งแต่เด็ก จนได้เข้าไปคลุกคลี ฝึกฝน เรื่อยมา วันเวลาที่ได้สัมผัสการแสดงโนรา ทำให้ โนรายก ชูบัว รักศิลปะการแสดงแขนงนี้ และตัดสินใจใช้การแสดงโนราเป็นสิ่งที่หาเลี้ยงชีพ ซึ่งแรงบันดาลใจก็มาจากสาเหตุดังต่อไปนี้

  1. ด้วยความสำนึกในบุญคุณของหมอโนราที่ช่วยชีวิตตัวเองเอาไว้ในวัยเด็ก ทำให้ โนรายก ชูบัว มีความเลื่อมใสศรัทธาในหมอโนราเป็นอย่างมาก ส่งผลให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะเจริญรอยตาม โนราถั่วเขียว ที่ตนเชื่อว่าเป็นผู้บนบานสานกล่าวต่อครูโนรา และทำให้ตนรอดชีวิตมาได้จนถึงปัจจุบัน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ โนรายก ชูบัว ตัดสินใจฝึกฝนการแสดงโนราเรื่อยมา
  2. การที่ โนรายก ชูบัว เกิดที่จังหวัดพัทลุง ที่ซึ่งถือว่าการแสดงโนราเป็นที่นิยมและมีแสดงให้ดูอย่างแพร่หลายในพื้นที่นั้น ทำให้ โนรายก ชูบัว ได้ซึมซับเอาการแสดงโนราเข้าไปในชีวิต จากสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของตนเอง เกิดเป็นความชอบ และความหลงใหลในการแสดงโนรา จนสุดท้ายก็ตัดสินใจฝึกฝนโนราและยึดเป็นอาชีพ
  3. ครอบครัว และญาติผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือเป็นโนรา ทั้งยังช่วยสนับสนุน สั่งสอน โนรายก ชูบัว ได้เรียนรู้การเป็นโนรา เริ่มฝึกฝนตั้งแต่วัยเด็ก จนกลายเป็นความผูกพัน และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โนรายก ชูบัว
  4. การที่ โนรายก ชูบัว ได้มีโอกาสแสดงโนราอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน หรือตามสถานที่ต่างๆ ที่มีการจัดงานรื่นเริงทั่วไป ซึ่งจากการแสดงที่สวยงามถูกใจคนดู ทำให้ โนรายก ชูบัว ได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมาก นั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ โนรายก ชูบัว รักในการแสดงโนราเป็นอย่างมาก
  5. การได้รับคำชื่นชม และความนิยมในการแสดง โนราของ โนรายก ชูบัว รวมถึงการได้รางวัลต่างๆ มากมาย ยิ่งทำให้ โนรายก ชูบัว เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพการแสดงโนรา และหวังที่ยกระดับโนราให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป นั่นทำให้การแสดงโนราไม่ใช่เป็นเพียงแค่อาชีพเท่านั้น แต่มันกลายเป็นชีวิตของ โนรายก ชูบัว

จาก 5 เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น เราคงไม่ต้องสงสัยแล้วว่าทำไม โนรายก ชูบัว ถึงได้หลงใหล และรักการแสดงโนราเป็นชีวิตจิตใจขนาดนี้ และหวังที่จะพัฒนาโนราให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีกด้วย การอุทิศทั้งกายและใจของท่านให้กับโนรา ทำให้ท่านเหมาะสมและคู่ควรกับการเป็นศิลปินแห่งชาติในแขนงนี้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง