Skip to main content

ตำนานบ้านยุ้งทะลาย  ที่อำเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี

        สำหรับจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นเรียกได้ว่าเป็นแหล่งของตำนานต่างๆมากมายกันเลยทีเดียว  ซึ่ง ตำนานบ้านยุ้งทะลาย ที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้นั้นเป็นตำนานที่มีชาวบ้านเล่าขานกันในอำเภออู่ทองถึงบ้านยุ้งทะลายซึ่งปัจจุบันก็คือชื่อหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่งในอำเภออู่ทองนั่นเอง

        ตำนานบ้านยุ้งทะลาย นั้นมีการพูดถึงชายแก่คนหนึ่งแกมีชื่อว่าตาทอง  หรือบางคนก็เรียกแกว่าขุนพุดาด  เนื่องจากว่าตาทองนั้นที่บ้านมีฐานะร่ำรวยมากและเป็นคนมียศฐาบรรดาศักดิ์ที่สำคัญเป็นคนที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของแร่ธาตุต่างๆ   โดยตาทองนั้นจะมีบ่ได้เป็นของตนเองซึ่งในทุกๆวันนั้นตาทองจะต้องออกจากบ้านแต่เช้าตรู่เพื่อไปที่บ่อแร่ของเขา

           หลังจากนั้นก็จะกลับมาที่วัดและพอช่วงเวลาเย็นก็จะเดินทางกลับบ้านดึกทุกวันที่กลับบ้านในช่วงตอนเย็นนั้นตาทองจะได้ถือถุงมาด้วย 4 ถุงด้วยกันซึ่งถุงทั้ง 4 ถุงนั้นจะเป็นทรัพย์สินเงินทองนั่นเอง โดยตาทองจะทำแบบนี้ทุกวันเป็นประจำซึ่งลูกสาวของตาทองนั้นก็รู้เรื่องราวเป็นอย่างดี

        และ ตาทองได้เคยให้ลูกสาวนะสาบานเอาไว้ว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใครซึ่งลูกสาวของปลาทองนั้นก็ทำตามที่สาบานมาโดยตลอดว่าวันนึงลูกสาวของตาทองก็แต่งงานมีสามีซึ่งสามีของลูกสาวของตาทองนั้นก็เกิดความสงสัยว่าทำไมทุกเย็นตาทองจะต้องมีการถือถุงกลับมาบ้าน 

          แต่ลูกสาวของตาทองนั้นเนื่องจากว่าเคยสาบานเอาไว้จึงไม่กล้าบอกสามีจึงได้แค่เพียงให้สามีนั้นคอยสังเกตตาทองให้ดีเท่านั้นเองซึ่ง ทางด้านลูกเขยตาทองก็แอบดู ทุกวันจนทำให้ตาทองผิดสังเกตและคิดว่าลูกสาวของตนเองนั้นหักหลังไปบอกเรื่องความลับของแกให้กับสามีฟัง ด้วยความโมโหตาทองจึงได้ฆ่าลูกสาวทิ้งหลังจากนั้นตาทองก็ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเข้าคุก  

      ส่วนทรัพย์สินเงินทองที่ตาทองเก็บเอาไว้นั้นปกติแล้วจะเก็บเอาไว้ในยุ้งข้าว  และเมื่อนานวันเข้าทรัพย์สินมีมากขึ้นยุ้งข้าวก็ไม่สามารถรับน้ำหนักทรัพย์สินเหล่านั้นได้ไหวจึงทำให้ยุงข้าวนั้นพังทลายลงมา  ส่วนทรัพย์สินเงินทองนั้นชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงต่างก็พากันมาเก็บไปหมด 

       และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านจึงได้เรียกหมู่บ้านดังกล่าวว่าบ้านยุ้งทลายนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้ยังมีชาวบ้านอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมาก และได้มีการเล่าถึงประวัติของหมู่บ้านให้ชนรุ่นหลานได้ฟังกันเป็นทอดๆมาจนถึงปัจจุบันนี้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.  แจ้งฝาก-ถอน ufabet

ตำนานแฝดอินจัน

หากใครกำลังท้อแล้วเห็นว่าชีวิตของตัวเองไม่มีคุณค่าก็หันมาฟังทางนี้เรื่องนี้ได้เป็นหนึ่งในตัวอย่างของบุคคลที่ถึงแม้ว่าพิการจนถูกหาว่าเป็นตัวกาลกิณีเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนแล้วก็ประสบเคราะห์ต่างๆนาๆแต่พวกเขาก็ได้ต่อสู้จนมันได้ทำให้ชีวิตของพวกเขานั้นได้กลายเป็นที่อิจฉาของใครหลายๆคนถึงได้สร้างชื่อเสียงให้กับสยามได้เป็นที่รู้จักของฝรั่งชนแต่จะมีอะไรกันบ้างมาดูกันเลย

โดยแฝดสยามทั้งคู้อาจจะต้องถูกประหารแฝดอินจันได้เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่2 ในครอบครัวคนไทยเชื่อสายจีนที่จังหวัดสมุทรสงครามโดยได้มีคุณแม่เป็นคนไทยและพ่อได้เป็นชาวจีนที่ได้อพยพมาตั้งแต่ครั้งรัชการที่1

ซึ่งตอนที่เกิดมาทั้งหมู่บ้านก็ได้มองเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ประหลาดมากกับการที่ได้เห็นทารกสองคนได้มีตัวติดกันทั้งหมู่บ้านมองว่ามันอาจจะเป็นเรื่องกาลกิณีแน่ๆเลยแล้วก็ตามกฎหมายในเวลานั้นทั้งคู่จะต้องถูกประหารชีวิตด้วย

เนื่องจากความเชื่อตรงนี้นี่แหละ

เมื่อเวลาผ่านไปมันก็ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรที่จะเกิดขึ้นไปๆมาๆผู้คนต่างก็เริ่มที่จะชินกับการมีตัวตนของเด็กสองคนที่มีตัวติดกันวิ่งไปวิ่งมาอยู่ในหมู่บ้าน

สำหรับโทษแปลกๆที่ว่านั้นก็ได้รับการยกเลิกไปโดยปริยายถือได้ว่าเป็นความโชคดีคูณสองเพราะว่าอาการนี้ถ้าเกิดปกติมันได้เกิดกับใครเข้าเด็กสองคนนั้นก็จะตายไม่นานหลังจากที่ได้คลอดออกมา

แต่ทว่าอินและจันก็เติบโตขึ้นมาเหมือนกับเด็กคนอื่นๆเลยมีสุขภาพที่ดีเหมือนกับเด็กๆโดยทั่วไป

นอกจากนี้จุดเริ่มต้นของชีวิตที่ราวกับถูกหวยเมื่อทั้งคู่นั้นยังเป็นวัยรุ่นอินกับจันเขาก็จะช่วยครอบครัวจับปลาขายไข่เค็มแล้วก็น้ำมันมะพร้าวอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงแห่งหนึ่งนี่แหละก็มีชีวิตแบบคนธรรมดาทั่วไปจนกระทั่งวันหนึ่งได้มีพ่อค้าชาวอังกฤษได้มาพบกับแฝดคู่นี้กันเข้าที่ทั้งสองกำลังว่ายน้ำเล่นกันอยู่ต่างกับคนอื่นที่ได้มองว่าอินจันเป็นตัวกาลกิณี

เนื่องจากนี้ชายชาวอังกฤษเขาได้เห็นแววของสองเด็กผู้นี้แล้วเขาก็ได้คิดว่าจะนำแฝดคู่นี้ไปแสดงโชว์ที่สหรัฐอเมริกาก็เลยเข้าไปทำความสนิทสนมกับทางด้านครอบครัวของแฝดทั้งสองอยู่นานปีมากๆจนกระทั่งแม่ของทั้งคู่นั้นได้วางใจแล้วก็ปล่อยให้ชาวอังกฤษนั้นได้เอาลูกของเขาไปโชว์ตัวได้

นอกจากนี้ได้มีพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่3ของไทยไม่อยากให้เด็กแฝดสองคนนี้ออกไปจากประเทศไทยไปแต่ด้วยความพยายามเป็นอย่างมากในที่สุดชาวอังกฤษก็สามารถพาแฝดอินจันไปท่องโลกตะวันตกได้

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย.    ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

ประวัติ ของพระถังซัมจั๋ง

       สำหรับเรื่องราวของพระถังซัมจั๋งนั้นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงและถูกนำมาดัดแปลงเป็นนิยายและตัวละครต่างๆมากมายในเรื่องของตำนานไซอิ๋วซึ่งพูดถึงพระภิกษุสงฆ์องค์หนึ่งที่เดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดียระหว่างการเดินทางก็จะพบเจอกับอุปสรรคมากมายกับปีศาจหลายๆตัวที่ต้องการกินเนื้อของพระถังซัมจั๋งโดยมีความเชื่อว่าหากใครได้กินเนื้อของพระถังซัมจั๋งแล้วจะสามารถอายุยืน

แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้วพระสังข์ทำจากนั้นเป็นแค่เพียงประชาชนคนหนึ่งซึ่งได้มีโอกาสบวชเรียนในช่วงที่มีอายุประมาณ 13 ปีซึ่งในขณะนั้นได้บวชเป็นสามเณรโดยไม่ถามซ้ำจากนั้นเป็นผู้ที่ชื่นชอบศึกษาเกี่ยวกับธรรมะเป็นอย่างมากดังนั้นพระสังข์ซัมจั๋งจึงมีความสามารถในการแสดงทำมาเทศนาสั่งสอนผู้คนอย่างไรก็ตามในสมัยที่พระถังซัมจั๋งพร้อมบทเรียนใหม่ๆนั้น

พระสังข์ซัมจั๋งเกิดอยู่ในราชวงศ์ซุยแต่ต่อมาราชวงศ์ดังกล่าวนั้นได้สูญสิ้นลงและมีการเปลี่ยนราชวงศ์ใหม่มาเป็นราชวงศ์ถังนับตั้งแต่นั้นถ้าถังซัมจั๋งจึงได้คิดจะเดินทางไปศึกษาพระธรรมยังชมพูทวีปโดยเดินทางไปประเทศประเทศอินเดียซึ่งได้มีการปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรประวัติศาสตร์ของประเทศจีนว่าพระถังซัมจั๋งออกเดินทางไปในช่วงปีพุทธศักราช 1170 โดยระหว่างทางที่เดินไปที่ประเทศอินเดียนั้น

ก็ผ่านเรื่องราวต่างๆมากมายผ่านเมืองหลายเมืองซึ่งพระถังซัมจั๋งต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางไปที่ประเทศอินเดียและยังเดินทางกลับมาที่เมืองจีนรวมแล้วระยะเวลาทั้งสิ้นต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่า 19 ปีด้วยกันซึ่งถ้านับเป็นระยะทางในการเดินไปกลับนั้นก็มีระยะทางมากกว่า 50,000 ลี้โดยทุกครั้งที่ผ่านไปยังเมืองไหนก็จะมีการแสดงพระธรรมเทศนาตามเมืองต่างๆเหล่านั้นด้วย

ซึ่งว่ากันว่าในช่วงที่พระถังซัมจั๋งเดินทางไปที่ประเทศอินเดียนั้นได้มีการและแสดงพระธรรมเทศนาถึง 110 แคว้นด้วยกัน  ซึ่งนับว่าเป็นการเดินทางที่ใช้ระยะเวลาอย่างยาวนานเป็นอย่างมากหลังจากที่เดินทางกลับมาถึงประเทศจีนแล้วก็ถังซัมจั๋งก็ได้นำพระไตรปิฎกที่นำมาจากประเทศอินเดียมาเก็บไว้ที่เมืองหลวงด้วยซึ่งในสมัยนั้นมีการปกครองโดยพระเจ้าถังไท่จงซึ่งพระองค์นั้นเป็นคนที่นับถือศาสนาและเลื่อมใส

ในหลักคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งพระถังซัมจั๋งนั้นใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงที่เมืองเสียงอ่านจนในที่สุดก็ได้มรณภาพไปในช่วงปีพุทธศักราช 1207 นั่นเอง ส่วนตำนานในละครนั้นจะกล่าวถึงพระถังซัมจั๋งที่จะมีลูกศิษย์อยู่ 3 คนที่คอยช่วยเหลือพระถังซัมจั๋งเดินทางไปแสวงบุญยังชมพูทวีปซึ่ง 1 ตัวละครนั้นจะมีไซอิ๋ว   ตือโป๊ยก่าย  และปีศาจวัวกระทิงซึ่งถูกมาสร้างเป็นละครอยู่หลายครั้งด้วยกันทำให้หลายคนอาจจะงงๆเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของพระถังซัมจั๋งที่เป็นของจริงกับประวัติของพระถังซัมจั๋งจากในนิยายนั้นเอง

 

สนับสนุนโดย.  คาสิโน ปอยเปต

พ่อเพลงสุพรรณฯ พูดคุยเรื่องร้องเพลง ที่แสดงถึงศิลปวัฒนธรรม

        การร้องเพลงคือศิลปะอย่างหนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้เพลงแบ่งออกเป็น 2 แบบโดยมีเป็นเพลงสมัยใหม่และเป็นเพลงพื้นบ้านในวันนี้มีข่าวรายงานเกี่ยวกับเรื่องของการจัดนิทรรศการงานสโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนาซึ่งผู้ที่มาคุยและแลกเปลี่ยนความรู้ให้กับคนที่สนใจเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมเพลงคือพ่อเพลงเมืองสุพรรณซึ่งท่านมีอายุมากถึง 71 ปีแล้ว

แต่ปัจจุบันก็ยังคงมีการเปิดการแสดงเกี่ยวกับเรื่องของการร้องเพลงซึ่งพ่อเพลงเมืองสุพรรณนี้เชื่อว่าหลายคนอาจจะมารู้จักแต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่หากไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องของเพลงพื้นบ้านว่าจะไม่รู้จักชื่อท่านโดยปัจจุบันนั้นคนที่ร้องเพลงพื้นบ้านค่อนข้างมีน้อยเนื่องจากว่าคนส่วนใหญ่นั้นหันมานิยมร้องเพลงทั่วไปที่เป็นเพลงปัจจุบันแทน

สำหรับเพลงพื้นบ้านที่มีคนร้องและจัดการแสดงอยู่ในตอนนี้นั่นก็คือนายสุจินต์ศรีประจันต์  โดยประวัติของท่านนั้นว่ากันว่าท่านหัดเล่นเพลงพื้นบ้านมาตั้งแต่ท่านยังเด็กอายุเพียงแค่ 13 ปีก็เริ่มเล่นเพลงพื้นบ้านและนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมาท่านก็ร้องเพลงพื้นบ้านมาโดยตลอดและปัจจุบันนี้ท่านก็ยังมีการร้องเพลงพื้นบ้านซึ่งถ้าหากใครสนใจที่จะฟังเพลงพื้นบ้านพ่ออยากรำลึกถึงวัฒนธรรมเพลงที่เป็นเพลงพื้นบ้านของไทย

ก็สามารถที่จะว่าจ้างท่านได้เพราะในตอนนี้นับแต่ว่ามีท่านเป็นคนเดียวที่มียังเปิดการแสดงเพลงพื้นบ้านอยู่เพราะรุ่นท่านนั้นต่างก็พากันเสียชีวิตไปหมดแล้วท่านยังเคยบอกด้วยว่าในสมัยก่อนนั้นท่านไปร้องเพลงพื้นบ้านตามพื้นที่ต่างๆเลยไปถึงภาคใต้แล้วก็เคยร้องเพลงเกี่ยวกับการเมืองจนขนาดที่ถูกนายกรัฐมนตรีช่วงนั้นเรียกเข้าไปคุย

สำหรับการร้องเพลงพื้นบ้านนั้นปัจจุบันนี้ค่อนข้างหายากเพราะคนที่ฟังก็จะเป็นคนเก่าคนแก่คนสูงอายุแล้วเพราะกลุ่มวัยรุ่นเองก็ไม่ค่อยสนุกๆที่จะฟังเพลงพื้นบ้านมากนักดังนั้นการที่จะหาเพลงพื้นบ้านฟังจึงค่อนข้างหายาก แต่จริงๆแล้วเพลงพื้นบ้านถือว่าเป็นศิลปะวัฒนธรรมของไทยอย่างหนึ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้ดังนั้นจึงมักมีการจัดงานแสดงเกี่ยวกับเรื่องของศิลปะวัฒนธรรมไทยเพื่อเป็นการให้คนรุ่นใหม่ระลึกถึงอย่างเพลงพื้นบ้านที่เราพูดถึงกันก็คือพวกเพลงอีแซวซึ่งตอนนี้หาฟังได้ยากมากแล้วนั่นเองซึ่งล่าสุดได้มีการจัดงานเมื่อวันที่ 27 เดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2563

เกี่ยวกับการเสวนาเรื่องของวัฒนธรรมโดยหัวข้อที่มีการจัดเสวนานั้นก็คือพื้นบ้านชานเมืองวิถีชาวบ้านไทยในบทเพลงนับได้ว่ายังคงมีคนสนใจที่จะสานต่อวัฒนธรรมไทยอยู่ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยเห็นบ่อยนักก็ตาม

 

สนับสนุนโดย.  gclub slot ทดลองเล่น

ตำนานพิธีบูชายัญในจังหวัดราชบุรี

        เมื่อประมาณปี 2547 ได้มีเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญเกิดขึ้นที่จังหวัดราชบุรีเมื่อมีคนร้ายทั้งหมด 4 คนได้มีการฆ่าปาดคอเด็กผู้หญิงอายุ 12 ปีโดยทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าพวกเขากำลังทำพิธีบูชายัญพระอินทร์โดยใช้ร่างกายของหลานสาวของตนเองวัย 12 ปีเป็นเครื่องบูชายัญโดยหวังว่าพระอินทร์นั้นจะทรงช่วยเหลือพวกเขาทั้ง 4 คนโดยเรื่องราวในครั้งนี้เกิดขึ้น

เมื่อมีครอบครัวหนึ่งซึ่งอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 คนโดย 4 คนนั้นเป็นแม่และป้าป้าของเด็กหญิงวัย 12 ขวบซึ่งเด็กหญิงวัย 12 ขวบนั้นเกิดมาเนื่องจากว่าแม่ของเธอนั้นถูกข่มขืนจนตั้งครรภ์แต่หลังจากที่ท้องแล้วแม่ของเธอก็เลี้ยงดูเธอเรื่อยมาจนเมื่อเด็กหญิงอายุ 12 ขวบแม่ของเธอก็สั่งให้ป้าป้านั้นพากันจับเธอแล้วปาดคอเพื่อเอาเลือดของเธอนั้นมาบูชายัญ

โดยชาวบ้านได้บอกกันว่าครอบครัวของเด็กหญิงวัย 12 ขวบนั้นเป็นผู้ที่คลั่งไคล้เกี่ยวกับเรื่องของพระอินทร์เป็นอย่างมากอย่างไรก็ตามในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าไปช่วยเหลือเด็กหญิงนั้นก็พบว่าเด็กหญิงถูกปาดคอเสียชีวิตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยแม่ของเด็กหญิงบอกว่าที่ต้องฆ่าปาดคอเด็กหญิงนั้นก็เพื่อที่จะได้ให้วิญญาณของเด็กหญิงได้ไปเข้าเฝ้าพระอินทร์

เนื่องจากว่าเด็กหญิงนั้นคือสิ่งชั่วร้ายที่กลับชาติมาเกิด ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมฆาตกรทั้ง 4 คนเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้ส่งหญิงทั้ง 4 คนนั้นไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลทางประสาทโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชื่อว่าทั้ง 4 คนนั้นมีอาการทางจิตจึงได้ลงมือฆ่าลูกและหลานสาวของตนเองนั่นเอง

       สำหรับเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องของการบูชายัญที่เกิดขึ้นในจังหวัดนครราชสีมานี้เป็นข่าวโด่งดังใหญ่โตเป็นอย่างมากเมื่อประมาณปี 2547 และยังสร้างความหวาดกลัวให้กับคนจังหวัดราชบุรีนับตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบันซึ่งในตอนนี้บ้านที่ทั้ง 4 คนอยู่อาศัยอยู่ยังคงถูกปล่อยให้เป็นบ้านร้างและไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าที่จะเข้าไปใกล้ๆกับบ้านหลังดังกล่าวอีกเลยส่วนทั้ง 4 คนนั้นก็ยังคงถูกส่งตัวรักษาตัวอาการทางประสาทในโรงพยาบาลและยังไม่เคยถูกปล่อยตัวออกมาจากโรงพยาบาลนับตั้งแต่นั้นอีกเลย

         สำหรับเรื่องเล่าที่เป็นตำนานที่น่ากลัวนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับคนในหมู่บ้านเป็นอย่างมากถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ตามแต่เรื่องเล่านี้ก็ยังคงมีการเล่าให้ลูกหลานได้ฟังกันถึงความน่ากลัวของสี่พี่น้องที่ได้ก่อเหตุฆาตกรรมหลานสาวและลูกสาวของตนเองเพียงเพราะความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาพระอินทร์ซึ่งในปัจจุบันนี้วิธีการบูชายัญนั้นได้หายสาบสูญไปแล้วและในปัจจุบันเราไม่เคยพบเห็นการบูชายัญแบบนี้มานานแล้ว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub ทดลองเล่นฟรี

สุสานโสเภณีที่ประเทศไทย

        ซึ่งตำนานนี้มีการพูดถึงซ่องโสเภณี ที่หลายคนมักเรียกกันว่าซ่องแห่งความตาย สำหรับสุสานโสเภณีนี้เรียกได้ว่าเป็นตำนานที่น่ากลัวมากที่สุดในประเทศไทยตำนานหนึ่งเลยทีเดียวซึ่งสถานที่เกิดเหตุนั้นเป็นซ่องร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีซึ่งแต่เดิมนั้นสถานที่แห่งนี้ถูกเปิดเอาไว้เพื่อให้ผู้ชายมาซื้อบริการและแน่นอนว่าผู้หญิงที่ทำงานอยู่ที่ซ่องโสเภณีแห่งนี้หลายคนอาจจะเต็มใจ

แต่ก็มีหลายคนที่ไม่เต็มใจและพวกคนที่ไม่เต็มใจนั้นก็ถูกซ้อมทารุณกรรมจนตายหรือบางคนก็ตายเพราะการถูกฆ่าเนื่องจากว่าต้องการหนีออกจากป้อมแห่งนี้อีกทั้งบางคนก็เกิดติดโลกจากผู้ที่มาใช้บริการจนเสียชีวิตและยังมีคนที่ถูกบังคับให้ทำแท้งซึ่งบางคนก็เสียชีวิตแต่บางคนก็ต้องเสียลูกไปถ่ายในซ่องแห่งนี้หลายคนถูกหลอกลวงให้มาขายบริการ

เนื่องจากในสมัยโบราณนั้นคนไม่ค่อยมีความรู้มากนักโดยส่วนใหญ่แล้วผู้มีอิทธิพลมักจะไปหลอกลวงหญิงสาวที่อยู่ทางภาคเหนือซึ่งเป็นกลุ่มหญิงสาวชาวดอยโดยหลอกว่าจะพามาทำงานในกรุงเทพฯแต่เมื่อพามาจริงๆก็จะพามาแวะที่จังหวัดกาญจนบุรีและให้มาทำงานที่ซ่องแห่งนี้และถ้าหากใครคิดหนีและไม่ยอมทำงานก็จะถูกซ้อมถูกตบตีหากใครทนไม่ได้ก็อาจจะถึงตายได้อย่างไร

ก็ตามเรื่องราวความหลอกหลอนนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่มีหญิงสาวหลายคนต้องเสียชีวิตภายในซ่องแห่งนี้ ตกกลางคืนผู้ชายที่มาใช้บริการที่ซ่องแห่งนี้มักจะพบเห็นวิญญาณของหญิงสาวร่วมเดินปะปนอยู่กับผู้หญิงขายบริการคนอื่นๆทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่ซ่องต่างพากันหวาดกลัว แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครมาเที่ยวที่นี่จนเจ้าของต้องปิดกิจการลงหลังจากนั้นก็ปล่อยให้ที่นี่กลายเป็นที่รกร้างและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาในช่วงเวลายามค่ำคืน

ผู้คนที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่ซ่องแห่งนี้อยู่มักจะได้ยินเสียงของหญิงสาวร้องโหยหวนขอความช่วยเหลือหรือบางทีก็จะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวต่างด้าวรือกันถึงความน่ากลัวของสุสานโสเภณีแห่งนี้และเรื่องราวความน่ากลัวนี้ก็ขยายวงกว้างไปทั่วจนกลายเป็นที่เลื่องลือของคนต่างประเทศมีสถานที่น่ากลัวนี้อยู่ในประเทศไทยด้วย

ซึ่งเคยมีช่องที่ทำรายการเกี่ยวกับผีเคยมาถ่ายรายการอยู่หลายรายการเลยทีเดียวและผู้คนส่วนใหญ่ที่มาถ่ายรายการเกี่ยวกับผีที่สุสานโสเภณีแห่งนี้ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาได้เห็นวิญญาณของหญิงสาวที่ยังคงวนเวียนอยู่ยังไม่มีไปฝึกไปเกิดแม้จะผ่านไปเป็นเวลานานหลายปีแล้วก็ตาม

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   เซ็กซี่ บาคาร่า ขั้นต่ำ10บาท

ตำนานตุ๊กตาไล่ฝน

สำหรับตุ๊กตาไล่ฝนนั้นเป็นตุ๊กตาของชาวญี่ปุ่นซึ่งตุ๊กตานี้มีมาตั้งแต่  400 กว่าปีแล้วซึ่ง กว่าปีแล้วซึ่งว่ากันว่าเกิด กว่าปีแล้วซึ่งว่ากันว่าเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยเอโดะ โดยตุ๊กตาไล่ฝนนั้นเป็นการนำตุ๊กตาสีขาวไปแขวนไว้ตามต้นไม้หรือแขนไว้แถวบริเวณชายคาของบ้านเพื่อเป็นการขจัด เมฆฝนไม่ให้ฝนตกนั่นเองสำหรับตำนานของตุ๊กตาไล่ฝนนั้นมีมาอย่างยาวนานแล้ว

ว่ากันว่าเกิดขึ้นมาเนื่องจากว่ามีความเชื่อว่าในสมัยก่อนนั้นการที่เกิดฝนตกหนักหรือเกิดอุทกภัยต่างๆเกิดมาจากการที่พญามังกรเป็นผู้ดลบันดาลให้เกิดแม่ฝนทำให้ทุกครั้งที่ฝนตกหนักชาวบ้านมักจะได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากในที่สุดก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเธอใส่ชุดสีขาวสะอาดปลาเธอรับอาสากับชาวบ้านว่าเธอจะไปขอร้องพญามังกรไม่ใช่ฝนตกและจะให้ช่วยขจัดแม่ฝนออกจากท้องฟ้าหลังจากนั้น

เธอจึงได้ปีนขึ้นไปบนหลังคาและขึ้นไปขอร้องพญามังกรอย่างไรก็ตามตำนานบอกว่าเธอนั้นได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์แต่ก่อนที่เธอจะไปบนสวรรค์นั้นที่บอกกับชาวบ้านว่าหากวันไหนที่เกิดฝนตกหนักหรือเมฆฝนมาให้นำตุ๊กตาสีขาวมาแขวนไว้โดยให้ตัดตุ๊กตาเป็นลักษณะรูปร่างคล้ายกับเธอมาแขวนไว้บนหลังคาบ้านจะสามารถช่วยปัดเป่าแม่ฝนออกไปได้และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้น

มาทุกครั้งที่ฝนเริ่มตั้งเขาชาวบ้านก็จะตัดตุ๊กตาเป็นรูปของหญิงสาวไปแขวนไว้บนหลังคาบ้านซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีการนำตุ๊กตาไล่ฝนมาแขวนไว้บริเวณที่สูงหรือหลังคาบ้านช่วงประมาณเดือน 6 ซึ่งเป็นช่วงที่ตรงกับฤดูฝนที่ตกหนักมากที่สุดนั่นเองและตามความเชื่อนี้หากเมื่อแขวนตุ๊กตาไล่ฝนเสร็จแล้วถึงแม้ว่าท้องฟ้าจะมืดครึ้มมากแค่ไหนแต่สักพักท้องฟ้า

ก็จะกลับมาเป็นสีฟ้าครามสดใสเหมือนเดิมดังนั้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาธรรมเนียมการแขวนตุ๊กตาไล่ฝนจึงมีมาจนถึงปัจจุบันซึ่งในขณะนี้หากใครที่เดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นโดยไปแถวตามชนบทต่างๆก็จะยังคงเห็นตุ๊กตาไล่ฝนที่แขวนไว้ตามบ้านเรือนของประชาชนชาวญี่ปุ่นหรือแม้แต่ตามตัวการ์ตูนเราก็มักจะเห็นการแขวนตุ๊กตาไล่ฝนให้ชม

ซึ่งถือว่าเป็นวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นโดยตรงสำหรับวิธีการทำตุ๊กตาญี่ปุ่นนั้นผู้คนส่วนใหญ่มักจะสร้างตุ๊กตาที่มีขนาดเพียงแค่ประมาณ 8 นิ้วเท่านั้นโดยวิธีการสร้างก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะนำผ้าสีขาวสะอาดเป็นรูปสี่เหลี่ยมหลังจากนั้นก็หาวัสดุที่มีก้อนกลมๆเอาไปเย็บผ้าข้างในแล้วมัดทำเป็นหัวใส่หน้าตาแล้วนำไปห้อยไว้ตามประตูหน้าต่างเพียงเท่านี้หากเมฆฝนครึ้มมาเจอตุ๊กตาไล่ฝนเข้าไปท้องฟ้าก็สว่างสดใสทันที

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่าออนไลน์

ตำนานตุ๊กตาเสียกบาล

    สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของตุ๊กตาซึ่งตุ๊กตาในประเทศไทยนั้นมีมากมายหลายชนิดและหนึ่งในนั้นก็คือตุ๊กตาเสียกบาล  ปัจจุบันตุ๊กตาเสียกบาลคนอาจจะไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไหร่นักแต่ถ้าเป็นคนในสมัยโบราณแล้วก็รู้จักตุ๊กตานี้กันเป็นอย่างดีทีเดียวซึ่งตุ๊กตาชนิดนี้ว่ากันว่ามีการทำเลียนแบบขึ้นมาท่าทางของคน

ซึ่งมีการทำมาตั้งแต่ในสมัยโบราณโดยเชื่อว่าเป็นตั้งแต่สมัยช่วงสุโขทัยการปั้นตุ๊กตาเสียกบาลนั้นเป็นการปั้นตุ๊กตาในรูปแบบต่างๆให้มีลักษณะท่าทางคล้ายกับคนแต่การปั้นตุ๊กตาชนิดนี้ตัวตุ๊กตานั้นมักจะไม่ค่อยมีความน่ารักหรือสวยงามมากนักเพราะว่าตุ๊กตาเสียกบาลจะเอาไว้ใช้แทนตัวคนที่ใกล้จะตายหรือคนที่มีเคราะห์หนักดังนั้นลักษณะของการปั้นจึงปั้นแค่เพียงผิวเผินเท่านั้น

เพราะเมื่อปั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะต้องมีการทำลายตุ๊กตาชนิดนี้อยู่แล้วโดยว่ากันว่าตุ๊กตาเสียกบาลนั้นจะมีการปั้นให้เหมือนกับคนที่เรากำลังต้องการทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้เช่นถ้าหากใครเจ็บป่วยใกล้จะตายหรือแม้แต่หญิงท้องแก่ที่ใกล้จะคลอดแล้วก็มักจะมีการทำตุ๊กตาเสียกบาลขึ้นมาให้มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับคนคนนั้นหลังจากนั้นก็ทำพิธีสวดมนต์

และหักคอตุ๊กตาตัวนั้นโดยสาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะว่าต้องการให้กลายมาเป็นตัวตายตัวแทนของคนที่เจ็บป่วยไม่สบายและคนกำลังใกล้คลอดซึ่งเชื่อกันว่าหากผีมาเห็นว่าเรานั้นได้มีการส่งตัวแทนเป็นตุ๊กตาเสียกบาลที่ถูกหักคอให้ไปแล้วสีก็จะไม่มาเอาชีวิตคนที่ไม่สบายหรือคนที่ใกล้คลอดนั่นเอง 

     สำหรับตุ๊กตาเสียกบาลนั้นนับได้ว่าเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มีความเก่าแก่มาอย่างยาวนานซึ่งปัจจุบันมีตุ๊กตาเสียกบาลในลักษณะรูปร่างต่างๆที่ถูกนำมาโชว์ในพิพิธภัณฑ์ปัจจุบันนี้ตุ๊กตาเสียกบาลถือว่าได้เป็นเครื่องสังคโลกที่มีการเคลือบไว้อย่างสวยงาม สำหรับการทำพิธีปั้นตุ๊กตาเสียกบาลนั้นเกิดขึ้นในประเทศไทยและเกิดขึ้นทุกภาคของประเทศไทย

ซึ่งจะมีการถ่ายทอดพิธีกรรมตกทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่ามาจนถึงรุ่นหลานส่วนใหญ่แล้วเมื่อมีการหักคอตุ๊กตาเสียกบาลเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะนำร่างของตุ๊กตาเสียกบาลที่ถูกหักคอหรือหักแขนหักขาไปทิ้งไว้ตรงบริเวณทางสามแพร่งเพราะถือว่าการหักแขนหักขาตุ๊กตาเสียกบาลนั้นเป็นการสะเดาะเคราะห์อย่างหนึ่ง

ฉะนั้นจะถูกปั้นเป็นรูปผู้หญิงก็ได้หรือผู้ชายก็ได้แล้วแต่ว่าคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยนั้นเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายและมักจะมีการปั้นในอิริยาบถต่างๆไม่ว่าจะเป็นการปั้นแบบอุ้มลูกหรืออาจจะปั้นด้วยการถือข้าวของเครื่องใช้ต่างๆก็มี

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ทดลองเล่น gclub

จากปีศาจเหนียน สู่ต้นกำเนิดวันตรุษจีน

วันตรุษจีนที่มีต้นกำเนิดจากปีศาจ เพื่อนๆหลายๆคนอาจจะไม่เคยรู้ว่า วันสำคัญของคนจีนหรือ วันตรุษจีน นั้นเริ่มต้นมากจากปีศาจที่แสนน่ากลัว นั้นก็คือ “ปีศาจเหนียน” นั้นเอง ซึ่งปีศาจเหนียนนั้นเป็นสัตว์ที่ดุร้ายและน่ากลัว นั้นเอง ด้วยรูปลักษณ์ และ นิสัยที่น่ากลัวของปีศาลเหนียนเลยทำให้ชาวจีนนั้นหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง

โดยปีศาจเหนียน หรือ ชาวจีนเรียกกันสั้นๆ ว่า เหนียน นั้น จะออกมาในใกล้หมดฤดูหนาว และกำลังจะเขาฤดูใบไม้ผลินั้น เหนียน นั้นจะออกมาเพื่อทำร้ายและล่าผู้คนเพื่อเป็นอาหาร ดังนั้นเมื่อถีงช่วงเวลาที่ เหนียน จะออกมาล่าผู้คน ชาวบ้านจีนจะทำการกักตุนอาหารและปิดบ้านเพื่อทำเหมือนไม่มีใครอยู่ แต่ด้วยว่าเหนียนเองก็ฉลาดไม่น้อย หากมีอะไรที่ผิดสังเกตุ เหนียน ก็จะรู้ว่ามีคนอยู่

แต่ในทางกลับกัน ถ้าชาวบ้านจีน รอดจากคืนของการล่าอาหารของเหนียนได้แล้ว ก็เปิดประตูออกมาแสดงความยินดี และอวยพรกันที่ไม่ถูกเหนียนทำร้าย จากเรื่องเล่าขานมาช้านาน มักจะบอกว่า เหนียนนั้น มีหน้าตาดุร้าย มีขนรุงรังและตัวใหญ่ กำลังแรงเยอะ และมีเล็บยาวแหลมคม ดังนั้นชาวบ้านจะกลัวและระวังตัวในคืนที่เหนียนต้องออกล่านั้นเอง 

และนี่เองก็คือจุดเริ่มต้นของวันตรุษจีนนั้นก็เพราะว่า คืนที่เหนียนต้องออกล่าผู้คน เหนียนไปได้ที่หมู่บ้านแรก และเห็นเด็กๆกำลังเล่นแส้ ฟาดไปมา เสียงดัง ทำให้เหนียนเห็นและได้ยินแล้วรู้สึกกลัวจึงเดินทางไปหมู่บ้านที่ 2 และเจอกับผ้าสีแดงฉูดฉาน เหนียนที่เห็นสีแดงนั้นแล้วเกิดตดใจและวิ่งหนีไปอีก ไปยังหมู่บ้านที่ 3นั้น เหนียนได้เห็นองไฟลุกโชนและแสงเจิดจ้า

พอเหนียนเห็นแล้วเกิดความหวาดกลัวและเผ่นหนีไปนั้นเอง และเพราะเหตุนี้เองเลยทำให้ชาวบ้านจีนนั้นเรียนรู้ว่าเหนียนนั้น กลัว เสียงดัง สีแดง และไฟลุก จึงทำให้ชาวบ้านจีนนั้นมีวิธีรับมือกับเหนียนนั้นเอง 

จนกลายเป็น วันตรุษจีน ในปัจจุบัน ซึ่งทุกบ้านตะนำกระดาษสีแดงมาติดหน้าบ้าน มีโคมไฟสีแดง และจุดประทัดตีก้องเสียงดัง นั้นเอง และเมื่อถึงเวลาเย็นที่เหนียนกำลังจะมาในหมู่บ้าน ทำให้เหนียนเห็นแสง สีและได้ยิน จนหนีไป และพอฟ้าสาง

วันต่อไปทุกคนต่างออกมาดีใจที่ทุกคนปลอดภัยและได้อวยพรสิ่งกันและกันที่อยู่รอดปลอดภัย จึงทำอาหารมากมายมาแจกจายและรับประทานด้วยกันอย่างมีความสุข และ การเฉลิมฉลองครั้งนั้น จึงกลายเป็น วันตรุษจีน ในทุกวันนี้นี่เอง และกลายเป็นวันเริ่มต้นแห่งความสุขของชาวจีน!!

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sa gaming vip ทดลอง เล่น

ตำนานวันตรุษจีน

หลายๆคน คงรู้กันดีอยู่แล้วว่า วันตรุษจีน คือวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน ที่มีประเพณีสืบทอดกันมาอย่างยาวนานชั่วลูกชั่วหลาน จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนชาวจีน หรือแม้ชาวไทยที่มีเชื้อสายจีน หรือชาวจีนที่ไปอาศัยอยู่ที่ประเทศต่างๆทั่วโลก ต่างต้องมีพิธีกราบไหว้บูชา เพื่อขอพรเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวจีนให้คุ้มครองและประทานพรโชคลาภให้ ซึ่งหากจะมองให้ย้อนลึกลงไปนั้น

เชื่อเหลือเกินว่า ทุกคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ต่างทราบกันเพียงแค่ว่า วันตรุษจีน เป็นวันขึ้นปีใหม่ รู้แต่ว่าต้องกราบไหว้และบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่า ต้นกำเนิดของวันตรุษจีนนั้น จริงๆแล้วมาจากจุดเริ่มต้นตรงไหนกันแน่ เพราะตามโบราณตั้งแต่สมัย รุ่นของพ่อ ของพ่อ ของพ่อ และก็ของพ่อ ย้อนกลับไปเกือบๆ ห้ารุ่นนั้น

ก็นับรวมไม่ต่ำกว่าห้าร้อยปี นั้น จุดกำเนิดนั้นเล่าขานกันว่า สมัยก่อนมีปีศาจตนหนึ่งที่ดุร้ายมาก ได้ออกมาล่ากินมนุษย์ในยามค่ำคืนในช่วงวันที่กำลังจะหมดฤดูหนาวและกำลังย่างก้าวสู่ฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งประชาชนและชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างหวาดกลัวเป็นอันมาก และได้มีการทำการกักตุนและเก็บอาหารไว้ในช่วงเวลานั้น และมีการปิดประตูบ้านเงียบ ราวกับเหมือนว่าไม่มีคนอยู่อาศัย

เพื่อเป็นการพรางตัวและหลอกให้ปีศาจไปที่หมู่บ้านอื่นๆ แทน จนครั้งหนึ่ง เจ้าปีศาจตนนี้ได้ ออกล่าเหยื่อและไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นกันอยู่โดยนำแส้ มาฟาดใส่กระป๋องกันเล่น จนเกิดเสียงดังมากมาย และเมื่อปีศาจตนนั้นได้ยินเสียง จึงได้หนีไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง

เพื่อจะจับมนุษย์เป็นอาหาร แต่พอมาถึงหมู่บ้านนี้ ซึ่งมีการทาสีหมู่บ้านเป็นสีแดงฉูดฉาดอยู่มากมาย ปีศาจตนนี้ก็กลัวและก็ได้เปลี่ยนใจไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งหมู่บ้านที่สามนี้เป็นหมู่บ้าน ช่างตีเหล็ก ซึ่งจะมีการตีเหล็กและใช้ไฟหล่อเหล็กกันอยู่ เมื่อปีศาจได้เห็นไฟลุกโชนเช่นนั้น ก็ได้รีบหนีไป และตั้งแต่นั้นมาเมื่อเรื่องเล่าขานนี้ส่งต่อๆ กันไป

จึงทำให้ชาวบ้านต่างรู้วิธีการไล่ปีศาจตนนี้ ด้วยการที่เมื่อถึงวันสิ้นฤดูหนาว จะมีการออกมาประกอบพิธี จุดไฟเผากระดาษ และจุดประทัด รวมถึงมีการประดับโคมไฟสีแดงที่หน้าบ้าน เพื่อเป็นการบูชาและขับไล่ ซึ่งเมื่อทำแบบนี้แล้วได้ผล พอรุ่งเช้าก็จะมีการนำอาหารที่กักตุนไว้มาแจกจ่ายกันและให้พรซึ่งกันและกัน จนกลายเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา เรียกว่า วันตรุษจีน

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  www.ufabet.com ยินดีให้บริการคะ เฮง เฮง นะคะ