Skip to main content

ตำนานพิธีบูชายัญในจังหวัดราชบุรี

        เมื่อประมาณปี 2547 ได้มีเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญเกิดขึ้นที่จังหวัดราชบุรีเมื่อมีคนร้ายทั้งหมด 4 คนได้มีการฆ่าปาดคอเด็กผู้หญิงอายุ 12 ปีโดยทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าพวกเขากำลังทำพิธีบูชายัญพระอินทร์โดยใช้ร่างกายของหลานสาวของตนเองวัย 12 ปีเป็นเครื่องบูชายัญโดยหวังว่าพระอินทร์นั้นจะทรงช่วยเหลือพวกเขาทั้ง 4 คนโดยเรื่องราวในครั้งนี้เกิดขึ้น

เมื่อมีครอบครัวหนึ่งซึ่งอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 คนโดย 4 คนนั้นเป็นแม่และป้าป้าของเด็กหญิงวัย 12 ขวบซึ่งเด็กหญิงวัย 12 ขวบนั้นเกิดมาเนื่องจากว่าแม่ของเธอนั้นถูกข่มขืนจนตั้งครรภ์แต่หลังจากที่ท้องแล้วแม่ของเธอก็เลี้ยงดูเธอเรื่อยมาจนเมื่อเด็กหญิงอายุ 12 ขวบแม่ของเธอก็สั่งให้ป้าป้านั้นพากันจับเธอแล้วปาดคอเพื่อเอาเลือดของเธอนั้นมาบูชายัญ

โดยชาวบ้านได้บอกกันว่าครอบครัวของเด็กหญิงวัย 12 ขวบนั้นเป็นผู้ที่คลั่งไคล้เกี่ยวกับเรื่องของพระอินทร์เป็นอย่างมากอย่างไรก็ตามในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าไปช่วยเหลือเด็กหญิงนั้นก็พบว่าเด็กหญิงถูกปาดคอเสียชีวิตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยแม่ของเด็กหญิงบอกว่าที่ต้องฆ่าปาดคอเด็กหญิงนั้นก็เพื่อที่จะได้ให้วิญญาณของเด็กหญิงได้ไปเข้าเฝ้าพระอินทร์

เนื่องจากว่าเด็กหญิงนั้นคือสิ่งชั่วร้ายที่กลับชาติมาเกิด ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมฆาตกรทั้ง 4 คนเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้ส่งหญิงทั้ง 4 คนนั้นไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลทางประสาทโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชื่อว่าทั้ง 4 คนนั้นมีอาการทางจิตจึงได้ลงมือฆ่าลูกและหลานสาวของตนเองนั่นเอง

       สำหรับเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องของการบูชายัญที่เกิดขึ้นในจังหวัดนครราชสีมานี้เป็นข่าวโด่งดังใหญ่โตเป็นอย่างมากเมื่อประมาณปี 2547 และยังสร้างความหวาดกลัวให้กับคนจังหวัดราชบุรีนับตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบันซึ่งในตอนนี้บ้านที่ทั้ง 4 คนอยู่อาศัยอยู่ยังคงถูกปล่อยให้เป็นบ้านร้างและไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าที่จะเข้าไปใกล้ๆกับบ้านหลังดังกล่าวอีกเลยส่วนทั้ง 4 คนนั้นก็ยังคงถูกส่งตัวรักษาตัวอาการทางประสาทในโรงพยาบาลและยังไม่เคยถูกปล่อยตัวออกมาจากโรงพยาบาลนับตั้งแต่นั้นอีกเลย

         สำหรับเรื่องเล่าที่เป็นตำนานที่น่ากลัวนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับคนในหมู่บ้านเป็นอย่างมากถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ตามแต่เรื่องเล่านี้ก็ยังคงมีการเล่าให้ลูกหลานได้ฟังกันถึงความน่ากลัวของสี่พี่น้องที่ได้ก่อเหตุฆาตกรรมหลานสาวและลูกสาวของตนเองเพียงเพราะความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาพระอินทร์ซึ่งในปัจจุบันนี้วิธีการบูชายัญนั้นได้หายสาบสูญไปแล้วและในปัจจุบันเราไม่เคยพบเห็นการบูชายัญแบบนี้มานานแล้ว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub ทดลองเล่นฟรี

สุสานโสเภณีที่ประเทศไทย

        ซึ่งตำนานนี้มีการพูดถึงซ่องโสเภณี ที่หลายคนมักเรียกกันว่าซ่องแห่งความตาย สำหรับสุสานโสเภณีนี้เรียกได้ว่าเป็นตำนานที่น่ากลัวมากที่สุดในประเทศไทยตำนานหนึ่งเลยทีเดียวซึ่งสถานที่เกิดเหตุนั้นเป็นซ่องร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีซึ่งแต่เดิมนั้นสถานที่แห่งนี้ถูกเปิดเอาไว้เพื่อให้ผู้ชายมาซื้อบริการและแน่นอนว่าผู้หญิงที่ทำงานอยู่ที่ซ่องโสเภณีแห่งนี้หลายคนอาจจะเต็มใจ

แต่ก็มีหลายคนที่ไม่เต็มใจและพวกคนที่ไม่เต็มใจนั้นก็ถูกซ้อมทารุณกรรมจนตายหรือบางคนก็ตายเพราะการถูกฆ่าเนื่องจากว่าต้องการหนีออกจากป้อมแห่งนี้อีกทั้งบางคนก็เกิดติดโลกจากผู้ที่มาใช้บริการจนเสียชีวิตและยังมีคนที่ถูกบังคับให้ทำแท้งซึ่งบางคนก็เสียชีวิตแต่บางคนก็ต้องเสียลูกไปถ่ายในซ่องแห่งนี้หลายคนถูกหลอกลวงให้มาขายบริการ

เนื่องจากในสมัยโบราณนั้นคนไม่ค่อยมีความรู้มากนักโดยส่วนใหญ่แล้วผู้มีอิทธิพลมักจะไปหลอกลวงหญิงสาวที่อยู่ทางภาคเหนือซึ่งเป็นกลุ่มหญิงสาวชาวดอยโดยหลอกว่าจะพามาทำงานในกรุงเทพฯแต่เมื่อพามาจริงๆก็จะพามาแวะที่จังหวัดกาญจนบุรีและให้มาทำงานที่ซ่องแห่งนี้และถ้าหากใครคิดหนีและไม่ยอมทำงานก็จะถูกซ้อมถูกตบตีหากใครทนไม่ได้ก็อาจจะถึงตายได้อย่างไร

ก็ตามเรื่องราวความหลอกหลอนนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่มีหญิงสาวหลายคนต้องเสียชีวิตภายในซ่องแห่งนี้ ตกกลางคืนผู้ชายที่มาใช้บริการที่ซ่องแห่งนี้มักจะพบเห็นวิญญาณของหญิงสาวร่วมเดินปะปนอยู่กับผู้หญิงขายบริการคนอื่นๆทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่ซ่องต่างพากันหวาดกลัว แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครมาเที่ยวที่นี่จนเจ้าของต้องปิดกิจการลงหลังจากนั้นก็ปล่อยให้ที่นี่กลายเป็นที่รกร้างและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาในช่วงเวลายามค่ำคืน

ผู้คนที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่ซ่องแห่งนี้อยู่มักจะได้ยินเสียงของหญิงสาวร้องโหยหวนขอความช่วยเหลือหรือบางทีก็จะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวต่างด้าวรือกันถึงความน่ากลัวของสุสานโสเภณีแห่งนี้และเรื่องราวความน่ากลัวนี้ก็ขยายวงกว้างไปทั่วจนกลายเป็นที่เลื่องลือของคนต่างประเทศมีสถานที่น่ากลัวนี้อยู่ในประเทศไทยด้วย

ซึ่งเคยมีช่องที่ทำรายการเกี่ยวกับผีเคยมาถ่ายรายการอยู่หลายรายการเลยทีเดียวและผู้คนส่วนใหญ่ที่มาถ่ายรายการเกี่ยวกับผีที่สุสานโสเภณีแห่งนี้ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาได้เห็นวิญญาณของหญิงสาวที่ยังคงวนเวียนอยู่ยังไม่มีไปฝึกไปเกิดแม้จะผ่านไปเป็นเวลานานหลายปีแล้วก็ตาม

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   เซ็กซี่ บาคาร่า ขั้นต่ำ10บาท

ตำนานตุ๊กตาไล่ฝน

สำหรับตุ๊กตาไล่ฝนนั้นเป็นตุ๊กตาของชาวญี่ปุ่นซึ่งตุ๊กตานี้มีมาตั้งแต่  400 กว่าปีแล้วซึ่ง กว่าปีแล้วซึ่งว่ากันว่าเกิด กว่าปีแล้วซึ่งว่ากันว่าเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยเอโดะ โดยตุ๊กตาไล่ฝนนั้นเป็นการนำตุ๊กตาสีขาวไปแขวนไว้ตามต้นไม้หรือแขนไว้แถวบริเวณชายคาของบ้านเพื่อเป็นการขจัด เมฆฝนไม่ให้ฝนตกนั่นเองสำหรับตำนานของตุ๊กตาไล่ฝนนั้นมีมาอย่างยาวนานแล้ว

ว่ากันว่าเกิดขึ้นมาเนื่องจากว่ามีความเชื่อว่าในสมัยก่อนนั้นการที่เกิดฝนตกหนักหรือเกิดอุทกภัยต่างๆเกิดมาจากการที่พญามังกรเป็นผู้ดลบันดาลให้เกิดแม่ฝนทำให้ทุกครั้งที่ฝนตกหนักชาวบ้านมักจะได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากในที่สุดก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเธอใส่ชุดสีขาวสะอาดปลาเธอรับอาสากับชาวบ้านว่าเธอจะไปขอร้องพญามังกรไม่ใช่ฝนตกและจะให้ช่วยขจัดแม่ฝนออกจากท้องฟ้าหลังจากนั้น

เธอจึงได้ปีนขึ้นไปบนหลังคาและขึ้นไปขอร้องพญามังกรอย่างไรก็ตามตำนานบอกว่าเธอนั้นได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์แต่ก่อนที่เธอจะไปบนสวรรค์นั้นที่บอกกับชาวบ้านว่าหากวันไหนที่เกิดฝนตกหนักหรือเมฆฝนมาให้นำตุ๊กตาสีขาวมาแขวนไว้โดยให้ตัดตุ๊กตาเป็นลักษณะรูปร่างคล้ายกับเธอมาแขวนไว้บนหลังคาบ้านจะสามารถช่วยปัดเป่าแม่ฝนออกไปได้และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้น

มาทุกครั้งที่ฝนเริ่มตั้งเขาชาวบ้านก็จะตัดตุ๊กตาเป็นรูปของหญิงสาวไปแขวนไว้บนหลังคาบ้านซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีการนำตุ๊กตาไล่ฝนมาแขวนไว้บริเวณที่สูงหรือหลังคาบ้านช่วงประมาณเดือน 6 ซึ่งเป็นช่วงที่ตรงกับฤดูฝนที่ตกหนักมากที่สุดนั่นเองและตามความเชื่อนี้หากเมื่อแขวนตุ๊กตาไล่ฝนเสร็จแล้วถึงแม้ว่าท้องฟ้าจะมืดครึ้มมากแค่ไหนแต่สักพักท้องฟ้า

ก็จะกลับมาเป็นสีฟ้าครามสดใสเหมือนเดิมดังนั้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาธรรมเนียมการแขวนตุ๊กตาไล่ฝนจึงมีมาจนถึงปัจจุบันซึ่งในขณะนี้หากใครที่เดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นโดยไปแถวตามชนบทต่างๆก็จะยังคงเห็นตุ๊กตาไล่ฝนที่แขวนไว้ตามบ้านเรือนของประชาชนชาวญี่ปุ่นหรือแม้แต่ตามตัวการ์ตูนเราก็มักจะเห็นการแขวนตุ๊กตาไล่ฝนให้ชม

ซึ่งถือว่าเป็นวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นโดยตรงสำหรับวิธีการทำตุ๊กตาญี่ปุ่นนั้นผู้คนส่วนใหญ่มักจะสร้างตุ๊กตาที่มีขนาดเพียงแค่ประมาณ 8 นิ้วเท่านั้นโดยวิธีการสร้างก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะนำผ้าสีขาวสะอาดเป็นรูปสี่เหลี่ยมหลังจากนั้นก็หาวัสดุที่มีก้อนกลมๆเอาไปเย็บผ้าข้างในแล้วมัดทำเป็นหัวใส่หน้าตาแล้วนำไปห้อยไว้ตามประตูหน้าต่างเพียงเท่านี้หากเมฆฝนครึ้มมาเจอตุ๊กตาไล่ฝนเข้าไปท้องฟ้าก็สว่างสดใสทันที

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่าออนไลน์

ตำนานตุ๊กตาเสียกบาล

    สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของตุ๊กตาซึ่งตุ๊กตาในประเทศไทยนั้นมีมากมายหลายชนิดและหนึ่งในนั้นก็คือตุ๊กตาเสียกบาล  ปัจจุบันตุ๊กตาเสียกบาลคนอาจจะไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไหร่นักแต่ถ้าเป็นคนในสมัยโบราณแล้วก็รู้จักตุ๊กตานี้กันเป็นอย่างดีทีเดียวซึ่งตุ๊กตาชนิดนี้ว่ากันว่ามีการทำเลียนแบบขึ้นมาท่าทางของคน

ซึ่งมีการทำมาตั้งแต่ในสมัยโบราณโดยเชื่อว่าเป็นตั้งแต่สมัยช่วงสุโขทัยการปั้นตุ๊กตาเสียกบาลนั้นเป็นการปั้นตุ๊กตาในรูปแบบต่างๆให้มีลักษณะท่าทางคล้ายกับคนแต่การปั้นตุ๊กตาชนิดนี้ตัวตุ๊กตานั้นมักจะไม่ค่อยมีความน่ารักหรือสวยงามมากนักเพราะว่าตุ๊กตาเสียกบาลจะเอาไว้ใช้แทนตัวคนที่ใกล้จะตายหรือคนที่มีเคราะห์หนักดังนั้นลักษณะของการปั้นจึงปั้นแค่เพียงผิวเผินเท่านั้น

เพราะเมื่อปั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะต้องมีการทำลายตุ๊กตาชนิดนี้อยู่แล้วโดยว่ากันว่าตุ๊กตาเสียกบาลนั้นจะมีการปั้นให้เหมือนกับคนที่เรากำลังต้องการทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้เช่นถ้าหากใครเจ็บป่วยใกล้จะตายหรือแม้แต่หญิงท้องแก่ที่ใกล้จะคลอดแล้วก็มักจะมีการทำตุ๊กตาเสียกบาลขึ้นมาให้มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับคนคนนั้นหลังจากนั้นก็ทำพิธีสวดมนต์

และหักคอตุ๊กตาตัวนั้นโดยสาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะว่าต้องการให้กลายมาเป็นตัวตายตัวแทนของคนที่เจ็บป่วยไม่สบายและคนกำลังใกล้คลอดซึ่งเชื่อกันว่าหากผีมาเห็นว่าเรานั้นได้มีการส่งตัวแทนเป็นตุ๊กตาเสียกบาลที่ถูกหักคอให้ไปแล้วสีก็จะไม่มาเอาชีวิตคนที่ไม่สบายหรือคนที่ใกล้คลอดนั่นเอง 

     สำหรับตุ๊กตาเสียกบาลนั้นนับได้ว่าเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มีความเก่าแก่มาอย่างยาวนานซึ่งปัจจุบันมีตุ๊กตาเสียกบาลในลักษณะรูปร่างต่างๆที่ถูกนำมาโชว์ในพิพิธภัณฑ์ปัจจุบันนี้ตุ๊กตาเสียกบาลถือว่าได้เป็นเครื่องสังคโลกที่มีการเคลือบไว้อย่างสวยงาม สำหรับการทำพิธีปั้นตุ๊กตาเสียกบาลนั้นเกิดขึ้นในประเทศไทยและเกิดขึ้นทุกภาคของประเทศไทย

ซึ่งจะมีการถ่ายทอดพิธีกรรมตกทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่ามาจนถึงรุ่นหลานส่วนใหญ่แล้วเมื่อมีการหักคอตุ๊กตาเสียกบาลเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะนำร่างของตุ๊กตาเสียกบาลที่ถูกหักคอหรือหักแขนหักขาไปทิ้งไว้ตรงบริเวณทางสามแพร่งเพราะถือว่าการหักแขนหักขาตุ๊กตาเสียกบาลนั้นเป็นการสะเดาะเคราะห์อย่างหนึ่ง

ฉะนั้นจะถูกปั้นเป็นรูปผู้หญิงก็ได้หรือผู้ชายก็ได้แล้วแต่ว่าคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยนั้นเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายและมักจะมีการปั้นในอิริยาบถต่างๆไม่ว่าจะเป็นการปั้นแบบอุ้มลูกหรืออาจจะปั้นด้วยการถือข้าวของเครื่องใช้ต่างๆก็มี

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ทดลองเล่น gclub

จากปีศาจเหนียน สู่ต้นกำเนิดวันตรุษจีน

วันตรุษจีนที่มีต้นกำเนิดจากปีศาจ เพื่อนๆหลายๆคนอาจจะไม่เคยรู้ว่า วันสำคัญของคนจีนหรือ วันตรุษจีน นั้นเริ่มต้นมากจากปีศาจที่แสนน่ากลัว นั้นก็คือ “ปีศาจเหนียน” นั้นเอง ซึ่งปีศาจเหนียนนั้นเป็นสัตว์ที่ดุร้ายและน่ากลัว นั้นเอง ด้วยรูปลักษณ์ และ นิสัยที่น่ากลัวของปีศาลเหนียนเลยทำให้ชาวจีนนั้นหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง

โดยปีศาจเหนียน หรือ ชาวจีนเรียกกันสั้นๆ ว่า เหนียน นั้น จะออกมาในใกล้หมดฤดูหนาว และกำลังจะเขาฤดูใบไม้ผลินั้น เหนียน นั้นจะออกมาเพื่อทำร้ายและล่าผู้คนเพื่อเป็นอาหาร ดังนั้นเมื่อถีงช่วงเวลาที่ เหนียน จะออกมาล่าผู้คน ชาวบ้านจีนจะทำการกักตุนอาหารและปิดบ้านเพื่อทำเหมือนไม่มีใครอยู่ แต่ด้วยว่าเหนียนเองก็ฉลาดไม่น้อย หากมีอะไรที่ผิดสังเกตุ เหนียน ก็จะรู้ว่ามีคนอยู่

แต่ในทางกลับกัน ถ้าชาวบ้านจีน รอดจากคืนของการล่าอาหารของเหนียนได้แล้ว ก็เปิดประตูออกมาแสดงความยินดี และอวยพรกันที่ไม่ถูกเหนียนทำร้าย จากเรื่องเล่าขานมาช้านาน มักจะบอกว่า เหนียนนั้น มีหน้าตาดุร้าย มีขนรุงรังและตัวใหญ่ กำลังแรงเยอะ และมีเล็บยาวแหลมคม ดังนั้นชาวบ้านจะกลัวและระวังตัวในคืนที่เหนียนต้องออกล่านั้นเอง 

และนี่เองก็คือจุดเริ่มต้นของวันตรุษจีนนั้นก็เพราะว่า คืนที่เหนียนต้องออกล่าผู้คน เหนียนไปได้ที่หมู่บ้านแรก และเห็นเด็กๆกำลังเล่นแส้ ฟาดไปมา เสียงดัง ทำให้เหนียนเห็นและได้ยินแล้วรู้สึกกลัวจึงเดินทางไปหมู่บ้านที่ 2 และเจอกับผ้าสีแดงฉูดฉาน เหนียนที่เห็นสีแดงนั้นแล้วเกิดตดใจและวิ่งหนีไปอีก ไปยังหมู่บ้านที่ 3นั้น เหนียนได้เห็นองไฟลุกโชนและแสงเจิดจ้า

พอเหนียนเห็นแล้วเกิดความหวาดกลัวและเผ่นหนีไปนั้นเอง และเพราะเหตุนี้เองเลยทำให้ชาวบ้านจีนนั้นเรียนรู้ว่าเหนียนนั้น กลัว เสียงดัง สีแดง และไฟลุก จึงทำให้ชาวบ้านจีนนั้นมีวิธีรับมือกับเหนียนนั้นเอง 

จนกลายเป็น วันตรุษจีน ในปัจจุบัน ซึ่งทุกบ้านตะนำกระดาษสีแดงมาติดหน้าบ้าน มีโคมไฟสีแดง และจุดประทัดตีก้องเสียงดัง นั้นเอง และเมื่อถึงเวลาเย็นที่เหนียนกำลังจะมาในหมู่บ้าน ทำให้เหนียนเห็นแสง สีและได้ยิน จนหนีไป และพอฟ้าสาง

วันต่อไปทุกคนต่างออกมาดีใจที่ทุกคนปลอดภัยและได้อวยพรสิ่งกันและกันที่อยู่รอดปลอดภัย จึงทำอาหารมากมายมาแจกจายและรับประทานด้วยกันอย่างมีความสุข และ การเฉลิมฉลองครั้งนั้น จึงกลายเป็น วันตรุษจีน ในทุกวันนี้นี่เอง และกลายเป็นวันเริ่มต้นแห่งความสุขของชาวจีน!!

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sa gaming vip ทดลอง เล่น

ตำนานวันตรุษจีน

หลายๆคน คงรู้กันดีอยู่แล้วว่า วันตรุษจีน คือวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน ที่มีประเพณีสืบทอดกันมาอย่างยาวนานชั่วลูกชั่วหลาน จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนชาวจีน หรือแม้ชาวไทยที่มีเชื้อสายจีน หรือชาวจีนที่ไปอาศัยอยู่ที่ประเทศต่างๆทั่วโลก ต่างต้องมีพิธีกราบไหว้บูชา เพื่อขอพรเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวจีนให้คุ้มครองและประทานพรโชคลาภให้ ซึ่งหากจะมองให้ย้อนลึกลงไปนั้น

เชื่อเหลือเกินว่า ทุกคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ต่างทราบกันเพียงแค่ว่า วันตรุษจีน เป็นวันขึ้นปีใหม่ รู้แต่ว่าต้องกราบไหว้และบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่า ต้นกำเนิดของวันตรุษจีนนั้น จริงๆแล้วมาจากจุดเริ่มต้นตรงไหนกันแน่ เพราะตามโบราณตั้งแต่สมัย รุ่นของพ่อ ของพ่อ ของพ่อ และก็ของพ่อ ย้อนกลับไปเกือบๆ ห้ารุ่นนั้น

ก็นับรวมไม่ต่ำกว่าห้าร้อยปี นั้น จุดกำเนิดนั้นเล่าขานกันว่า สมัยก่อนมีปีศาจตนหนึ่งที่ดุร้ายมาก ได้ออกมาล่ากินมนุษย์ในยามค่ำคืนในช่วงวันที่กำลังจะหมดฤดูหนาวและกำลังย่างก้าวสู่ฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งประชาชนและชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างหวาดกลัวเป็นอันมาก และได้มีการทำการกักตุนและเก็บอาหารไว้ในช่วงเวลานั้น และมีการปิดประตูบ้านเงียบ ราวกับเหมือนว่าไม่มีคนอยู่อาศัย

เพื่อเป็นการพรางตัวและหลอกให้ปีศาจไปที่หมู่บ้านอื่นๆ แทน จนครั้งหนึ่ง เจ้าปีศาจตนนี้ได้ ออกล่าเหยื่อและไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นกันอยู่โดยนำแส้ มาฟาดใส่กระป๋องกันเล่น จนเกิดเสียงดังมากมาย และเมื่อปีศาจตนนั้นได้ยินเสียง จึงได้หนีไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง

เพื่อจะจับมนุษย์เป็นอาหาร แต่พอมาถึงหมู่บ้านนี้ ซึ่งมีการทาสีหมู่บ้านเป็นสีแดงฉูดฉาดอยู่มากมาย ปีศาจตนนี้ก็กลัวและก็ได้เปลี่ยนใจไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งหมู่บ้านที่สามนี้เป็นหมู่บ้าน ช่างตีเหล็ก ซึ่งจะมีการตีเหล็กและใช้ไฟหล่อเหล็กกันอยู่ เมื่อปีศาจได้เห็นไฟลุกโชนเช่นนั้น ก็ได้รีบหนีไป และตั้งแต่นั้นมาเมื่อเรื่องเล่าขานนี้ส่งต่อๆ กันไป

จึงทำให้ชาวบ้านต่างรู้วิธีการไล่ปีศาจตนนี้ ด้วยการที่เมื่อถึงวันสิ้นฤดูหนาว จะมีการออกมาประกอบพิธี จุดไฟเผากระดาษ และจุดประทัด รวมถึงมีการประดับโคมไฟสีแดงที่หน้าบ้าน เพื่อเป็นการบูชาและขับไล่ ซึ่งเมื่อทำแบบนี้แล้วได้ผล พอรุ่งเช้าก็จะมีการนำอาหารที่กักตุนไว้มาแจกจ่ายกันและให้พรซึ่งกันและกัน จนกลายเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา เรียกว่า วันตรุษจีน

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  www.ufabet.com ยินดีให้บริการคะ เฮง เฮง นะคะ

ตำนาน ต้นกำเนิดของการกินข้าวสาร

ในสมัยก่อนนั้นคนไทยไม่ได้กินข้าวสารที่เป็นเม็ดข้าวสีขาวอย่างที่เรากินกันในปัจจุบันแต่พวกเขานั้นกินแก่นข้าวซึ่งแก่นข้าวนั่นก็หมายถึงเปลือกของข้าวด้วยการที่คาดว่าจะเติบโตมานั้นหากโตเต็มที่เข้ากันก็จะมีเปลือกแข็งๆอยู่เลยชาวบ้านนั้นก็จะนำเม็ดข้าวและเปิดแข็งนั้นมาตำให้ละเอียดนำเปลือกแข็งออกมาและนำเม็ดข้าวสีขาว ไปทิ้งและเลือกที่จะกินเปลือกแข็งนั้นแทน

โดยชาวบ้านมองว่าการที่กินเปลือกแข็งของเม็ดข้าวสารนี้นั้นคือเรื่องปกติและคิดว่าหากกินเม็ดข้าวสีขาวๆจะทำให้ตายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งได้มีครอบครัวหนึ่งที่มีลูกอยู่คนนึงซึ่งเป็นเด็กน้อยอายุประมาณ 2 ขวบมีอยู่วันหนึ่งที่เขานั้นร้องไห้หนักมากต่อให้พ่อแม่นั้นจะพยายามปลอบมากเท่าไรเท่านั้นก็ไม่หยุดร้องไห้สักทีด้วยความที่คุณแม่โมโหเธอจึงตอบไปว่าจะต้มเมล็ดข้าวสีขาวให้กินเมื่อเด็กน้อยอายุวัย 2 ขวบได้ยิน

เขาก็หยุดร้องไห้ทันทีแต่เมื่อคุณแม่เห็นว่าลูกหยุดร้องไห้แล้วไปต้องเปลือกข้าวซึ่งก็คือแก่นข้าวมาให้ลูกก็ร้องไห้ต่อด้วยความที่แม่โมโหแม่เลยเอาแก่นข้าวไปทิ้งแล้วเอาเม็ดข้าวสีขาวมาต้มให้ลูกกินลูกกินก็มีความสุขหัวเราะชอบใจและสักพักก็หลับไปด้วยความที่พ่อแม่ไม่รู้จนคิดว่าลูกของตัวเองนั้นตายไปแล้วจึงพากันร้องห่มร้องไห้

แต่เมื่อเด็กนั้นได้ยินเสียงพ่อแม่ร้องไห้เขาจะลุกขึ้นมาพ่อแม่จนถึงกับต้องตกใจหลายวันผ่านมา พ่อแม่นั้นก็มักจะต้มเมล็ดข้าวสีขาวให้ลูกกินและอยากรู้ว่าทำไมลูกถึงชอบนักหนาพวกเขาจะลองกินและพบว่ามันนั้นมีรสชาติอร่อยกว่าแก่นข้าวซะอีกหลังจากนั้นไม่นานพวกเขานั้นก็เริ่มไปบอกกับทุกคนครับเมล็ดข้าวสีขาวนั้นกินได้และมีรสชาติที่อร่อยกว่าเปลือกข้าวเป็นอย่างมากมันก็เลยกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้เรานั้นไม่กินเปลือกข้าวและก็ได้นำเมล็ดข้าวมากินกันนั่นเองค่ะ

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าแค่การกินข้าวสารนั้นมันจะมีตำนานพวกนี้อยู่นอกจากนั้นก็ยังคงไม่น่าเชื่ออีกทีว่าคนเราในสมัยก่อนนั้นคิดว่าเมล็ดข้าวที่แสนอร่อยเหล่านั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้พวกเขาตายแต่เราก็ต้องขอบคุณบรรพบุรุษของเราแล้วก็ เด็กน้อยคนนั้นที่ได้ทำการสอนให้ทุกคนได้รู้ว่าเปลือกข้าวนั้นอร่อยน้อยกว่าเมล็ดข้าว สีขาวบริสุทธิ์

 

 

สนับสนุนโดย   สมัครจีคลับ ไม่มีขั้นต่ำ

ตำนานยักษ์แห่งโจทันฮาย ( Giants of Jotunheim )

          ตำนานที่เรากำลังจะพูดถึงกันนี้เป็นตำนานที่เกิดขึ้นทางประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เป็นตำนานที่เกี่ยวกับเทพเจ้า ซึ่งคนในแถบสแกนดิเนเวียนี้มีความเชื่อเกี่ยวกับโลกทั้งเก้า ที่มีดินแดนหนึ่งที่มีพื้นที่อยู่ในป่าทึบ แต่มีความหนาวเย็นและมีแต่ความแห้งแล้งกว้างใหญ่ไพศาล สุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียวซึ่งดินแดนแห่งนี้มีชื่อเรียกว่าโยทันฮาย ซึ่งทีนี่จะเป็นที่อยู่ของบรรดาเหล่ายักษ์ทั้งหลาย หรือที่เรามักเรียกยักษ์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ว่ายักษ์น้ำแข็งนั่นเอง

ยักษ์ที่นี่แต่ละตัวจะมีรูปร่างหน้าตาที่ไม่เหมือนกัน แต่ละตัวก็จะมีหน้าตาที่แตกต่างกันออกไป แต่ที่พวกมันจะเหมือนกันมากนั่นก็คือพวกมันมีหน้าตาที่น่าเกลียดและน่ากลัวอย่างมากและที่สำคัญพวกมันนั้นจะมีเขี้ยวและเล็บตามร่างกายอีกด้วย  นอกจากยักษ์เหล่านี้จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งแล้ว ยักษ์น้ำแข็งเหล่านี้ ว่ากันว่าจะมีเวทมนต์ที่แกร่งกล้าอีกด้วย และแน่นอนด้วยความแข็งแรงและเก่งกาจแบบนี้นี่เอง ทำให้เทพเจ้าที่ชื่อว่า ทอร์มักจะมีการบุกเข้าไปในดินแดนของยักษ์โยทันฮายเพื่อเข้าไปต่อสู้หวังจะล้างบางเหล่าบรรดายักษ์น้ำแข็งเหล่านี้อยู่เป็นประจำนั่นเอง 

แต่ถึงแม้ว่ายักษ์น้ำแข็งเหล่านี้จะดูเหมือนว่าพวกนั้นเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายและไม่น่าคบค้าสมาคมด้วย แต่ว่ามีตำนานพูดถึงเทพเจ้าบางองค์ในแอตการ์ดที่ยังคงมีความสัมพันธ์ หรือสืบเชื้อมีสายพันธ์มาจากยักษ์ในโยทันฮายด้วยเช่นกัน อย่างเช่นเทพเจ้าที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี อย่างเทพเจ้าโลกิ  ซึ่งเราจะสามารถดูข้อมูลนี้ได้จากการที่มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ให้ได้ดูกันทั่วโลกอยู่ในตอนนี้

ซึ่งชื่อภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับยักษ์น้ำแข็งนี้ก็คือ เรื่องเทพเจ้าทอร์ เทพเจ้าสายฟ้านั่นเอง  ซึ่งหากใครที่ได้เคยดูหนังเรื่องทอร์แล้วละก็จะรู้ถึงความเป็นมาของสายสัมพันธ์ของยักษ์น้ำแข็งกับเทพเจ้าโลกิ ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว 

         อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็คือตำนานทีมีการพูดถึงกันอย่างมากและนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้เราหลายคนได้ชมกัน แต่ว่าตำนานก็คือตำนานไม่มีใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเรื่องราวเหล่านี้มีอยู่จริงหรือไม่ แต่ตำนานของแต่ละประเทศนั้นก็จะมีเรื่องราวที่เล่าแตกต่างกันออกไป สำหรับตำนานเหล่านี้เป็นเรื่องเล่าที่ฟังดูคล้ายกับนิทานแต่คนในสมัยโบราณต่างก็มีความเชื่อกันมาแบบนี้และมีการเล่าสืบต่อกันมาเพื่อหวังให้เรื่องราวเหล่านี้จะสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินนั่นเอง

 

ขอขอบคุณ  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ  ที่ให้การสนับสนุน

ประสบการณ์โดนผีหลอกที่กระท่อมในนา

ซึ่งในตอนนั้นฉันอายุ 15 ฉันมักจะไปเที่ยวงานหมอลำที่ศาลแล้ววันนั้นก็ไปเจอผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาคนนึงตอนนั้นเรากำลังดูๆกันอยู่วันนั้นผู้ชายคนนั้นก็เลยพาฉันไปนั่งมอเตอร์ไซค์เพื่อที่เราจะได้ไปอยู่ด้วยกันสองต่อสองที่กระท่อมในนาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ฉันจะตอบตกลงแล้วไปกับเขากระท่อมในนั้นอยู่ลึกมากอยู่ตรงหน้าขนาดใหญ่

ซึ่งตอนนั้นพวกเราไปเจอเนินซึ่งเราก็ไปคุยกันบนเนินในกระท่อมสำหรับคบกับต้นพุทธรักษาขนาดใหญ่หลังจากนั้นเราก็เข้าไปนั่งตรงกระท่อมแล้วคุยกันกำลังคุยกันอย่างมีความสุขและกำลังจะคลอดอาการแต่อยู่ๆก็มีชายคนหนึ่งซึ่งมีชายแก่ๆแอบมองอยู่ข้างๆต้นพุทธราชขนาดใหญ่ซึ่งตอนนั้นเรามองด้วยสายตาโกรธเคืองแล้วชายคนนั้นก็มองกลับมาเหมือนกัน

ซึ่งเราก็บอกกับผู้ชายอีกคนว่าหยุดก่อนมีคนแอบมองพวกเราอยู่หลังต้นพุทธรักษาตรงนั้นน่ะผู้ชายก็บอกว่าไม่มีใครหนีทำต่อเถอะเราก็บอกว่าหยุดก่อนหยุดก่อนมีคนแอบดูอยู่ซึ่งเราคิดว่าบางทีอาจจะเป็นพวกนายพรานหรือไม่ก็จะมาเกี่ยวข้าวแน่ๆซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ออกไปดูเพิ่งเติมน้ำมันตอนกลางคืนพอดีเราเปิดไฟฉาย

แต่ก็ไม่มีอะไรหลังจากนั้นฉันเลยบอกให้เขารีบสตาร์ทมอเตอร์ไซค์และพาฉันกลับไปที่บ้านเดี๋ยวนี้เราค่อยไปพลอดรักกันที่นั่นก็ได้ของฉันก็ตอบตกลงหลังจากนั้นเรากำลังขับไปสักพักก็ได้ยินเสียงคนวิ่งตามมาทางด้านหลังพอเดินไปสักพักตอนนั้นขนมของเรารีบขับมอเตอร์ไซค์ไปอย่างรวดเร็วแต่เสียงฝีเท้าที่ตามมาทางด้านหลังก็ยังมีอยู่ดีหลัง

จากนั้นพวกเรากลัวมากที่จะเกิดเรื่องอย่างนั้นขึ้นนี่กลัวว่าคนนั้นอาจจะเป็นผีก็ได้ซึ่งไม่เดินทางไปที่นั่นอีกเลยซึ่งพอเราโตขึ้นเราก็ย้ายออกจากต่างจังหวัดที่นั่นทันทีอย่ามาอยู่กรุงเทพฯและก็ซื้อบ้านอยู่กับแฟนแต่งงานด้วยกันและไม่เคยกลับไปที่นั่นอีกเลยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวติดใจฉันมากจนป่านนี้ก็อายุ 40 แล้วฉันยังไม่หายกลัวเลยแฟนหนุ่มของฉันก็กลัวเช่นเดียวกันก็ได้

ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจอะไรแต่พอได้ยินเสียงคนวิ่งตามเขาบอกว่าเมื่อเขาหันหลังไปเข้าพบกับ คนหนึ่งวิ่งตามพวกเรามาอย่างรวดเร็วมากดังนั้นเขาจึงรีบบิดมอเตอร์ไซค์อย่างรวดเร็วฉันต้องการที่จะหนีลงแก่คนนั้นเพราะเขาวิ่งเร็วผิดเกินมนุษย์เป็นอย่างมาก และนี่ก็คือประสบการณ์หลอนที่ติดตาของฉันตลอดมาค่ะ

 

 

สนับสนุนโดย  สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

ตำนานศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนพญานาคตำนานป่าคำชะโนด

       ที่วังนาคินทร์คำชะโนดจังหวัดอุดรธานีเป็นที่ตั้งของป่าคำชะโนด   ซึ่งพื้นที่แห่งนี้เป็นเกาะกลางแม่น้ำและบนเกาะก็มีลักษณะเป็นเหมือนกับป่าพื้นที่บนเกาะนั้นมีอยู่ประมาณเกือบ 20 ไร่และต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนเกาะนั้นจะเป็นต้นคำชะโนดซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีความสูงใหญ่แข็งแรงและทนทานหากเรามองจากข้างนอกไปยังเกาะแล้วเราจะเห็นแต่ต้นคำชะโนดเต็มไปหมดและที่เกาะกลางแม่น้ำนี่เองที่ชาวบ้านต่างให้ความเคารพนับถือ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าที่เกาะแห่งนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาศัยอยู่ตามความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้านเรียกว่าที่เกาะคำชะโนดนี้ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สถานที่ 1 ที่ผู้คนปากหมาพากันเดินทางมากราบไหว้

ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพนับถือกันมากที่สุดก็คือศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธเรามักจะเห็นข่าวว่ามีชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศจากประเทศไทยไม่ว่าจะมาจากทางภาคอีสาน  มาจากทางภาคเหนือ  มาจากทางภาคใต้ มาจากทางภาคตะวันออกหรือแม้แต่มาจากทางภาคตะวันตกหรือเรียกได้ว่ามาจากทุกทิศทุกทางต่างก็พากันรวมตัวกันเพื่อที่จะเดินทางมาที่เกาะคำชะโนดแห่งนี้โดยหวังว่าจะเข้ามากราบไหว้ขอพรเจ้าปู่ศรีสุทโธด้วยหลายคนชื่อว่าหากได้มีการมากราบไหว้ขอพรแล้วจะทำให้ประสบแต่ความสำเร็จและความเจริญซึ่งตรงบริเวณที่มีการตั้งศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธนั้นจะมีต้นไทรขนาดใหญ่อยู่

ซึ่งชาวบ้านก็จะเข้ามากราบเคารพบูชาตรงบริเวณที่มีรากของต้นไทรตรงนี้ด้วยสำหรับตำนานความเชื่อของป่าคำชะโนดนั้นเชื่อกันว่าที่นี่คือสถานที่ที่อยู่อาศัยของเหล่าพญานาคเป็นเมืองลี้ลับที่เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองบาดาลกับโลกมนุษย์โดยสถานที่แห่งนี้จะมีพญานาคราชปู่ศรีสุทโธและภรรยาของท่านคือองค์แม่ศรีปทุมมานาคราชเทวีช่วยกันปกปักรักษาดูแลสถานที่แห่งนี้อยู่มีตำนานเล่ากันว่าพญานาคราชปู่ศรีสุทโธได้เกิดทะเลาะกับเจ้าพ่อสุวรรณนาค

เนื่องจากเกิดความเข้าใจผิดจันทร์ขึ้นจึงได้มีการต่อสู้กันจนทั่วโลกสะเทือนไปสามภพเรื่องราวดังกล่าวจึงทำให้รู้ไปถึงหูของพระอินทร์ดังนั้นได้ยินจึงต้องเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เสื้อมาห้ามปรามไม่ให้พญานาคทั้ง 2 ตนสู้รบกันโดยแบ่งแม่น้ำออกเป็น 2 สายนั่นก็คือแม่น้ำโขงและแม่น้ำน่านได้จะแบ่งให้พญานาคทั้ง 2 ตนปกครองกันคนละน้ำโดยมีการแข่งขันกันว่าหากใครก็ตามที่สามารถสร้างแม่น้ำเสร็จก่อนแม่น้ำสายนั้นก็จะได้ปลาบึกไปไว้ในครอบครอง

ซึ่งพญานาคราชปู่ศรีสุทโธเป็นผู้สร้างแม่น้ำเสร็จก่อนเป็นผู้ครอบครองแม่น้ำโขงจึงทำให้ปัจจุบันแม่น้ำโขงนั้นชาวบ้านมักจะสามารถจับปลาบึกได้และพญานาคราชปู่ศรีสุทโธก็ได้มีการร้องขอพระอินทร์ว่าจะขอทางเชื่อมต่อขึ้นลงระหว่างโลกบาดาลกับโลกมนุษย์เอาไว้ 3 ที่โดยขอที่ธาตุหลวงนครเวียงจันทน์และอีกที่หนึ่งก็คือหนองคันแทและสถานที่ที่ 3 นี้ก็คือที่ป่าคำชะโนดนี่เองดังนั้นความเชื่อที่ว่า พญานาคจะขึ้นจากเมืองบาดาลมาที่โลกมนุษย์ได้ 3 เส้นทางก็คือตามเส้นทางที่ว่านี้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  gclub