Skip to main content

ตำนานของงราหูอมจันทร์

ตำนานของงราหูอมจันทร์ ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากตำนานความเชื่อของทางฮินดูว่าจันทรุปราคาหรือสุริยุปราคานั้นเกิดขึ้นมาจากราหูที่ได้อมพระอาทิตย์หรือพระจันทร์เข้าไปโดยเรื่องราวทั้งหมดได้เริ่มมาจากฤาษีตนหนึ่งที่มีนามว่า ฤาษีทุรวาส 

โดย ฤาษีทุรวาส ได้เกิดความคับแค้นใจกับพระอินเขาจึงได้ทำการสาปให้เหล่าเทวดาจะต้องพ่ายแพ้ให้กับเหล่ายักษ์ในทุกๆครั้งไปหากมีการสู่รบกันเกิดขึ้นหลังจากที่เหล่าเทวดานี้ได้หาหนทางที่จะเอาชนะยักษ์ไม่ได้จึงได้เกิดพิธีกรรมกวนเกษียณสมุทรขึ้นตามคำแนะนำของพระนรายณ์

ซึ่งจะได้นำเอาน้ำอัมฤทธิ์ขึ้นมาดื่มกินเพราะเมื่อดื่นน้ำอัมฤทธิ์แล้วก็จะทำให้มีกำลังแข็งแรงแล้วก็มีชีวิตเป็นอมตะนั่นเองและในการทำพิธีกวนเกษียณสมุทรในครั้งนี้เหล่าเทวดาจะไม่สามารถทำได้โดยลำพัง

นอกจากนี้จึงจะต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างเทวดากับยักษ์

โดยที่เหล่าพวกเทวดาได้ออกอุบายว่าจะแบ่งน้ำอัมฤทธิ์ให้แก่เหล่ายักษ์ได้ดื่มกินอีกด้วยเมื่อเหล่าบรรดายักษ์ได้ยินกันแบบนั้นแล้วจึงได้พักรบกันในชั่วคราวและมาร่วมกันทำพิธีกวนเกษียณสมุทรนั่นเอง

ดังนั้นในเรื่องราวของกากสนเกษียณสมุทรนี้มันมีค่อนข้างที่ยาวและมีความละเอียดอยู่พอเริ่มกวนเกษียณสมุทรกันได้ที่แล้วจึงได้บังเกิดศักดิ์สิ่งสิทธิ์ก็ค่อยๆผุดขึ้นมาจากเกียณสมุทรจะผุดขึ้นมาทีละชิ้นๆจนกระทั่งได้มาถึงของวิเศษชิ้นสุดท้ายนั่นก็คือหม้อน้ำทิพย์อัมฤทธิ์นั่นเอง

เมื่อหม้อน้ำทิพย์อัมฤทธิ์ได้ผุดขึ้นมานั้นเหล่าเทวดาและก็ยักษ์ต่างก็ได้แย้งชิงน้ำอัมฤทธิ์กันอย่าวุ่นวายจากนั้นพระนารายณ์จึงได้แปลกายเป็นนางอัปสรเพ่อที่จะหลอกล่อให้เหล่าพวกยักษ์ต่างก็ได้พากันหลุ่มหลงและจะเปิดโอกาศให้เหล่าเทวดาได้ดื่มน้ำอัมฤทธิ์ก่อนนั่นเอง

เนื่องจากนี้ก็ได้มียักษ์ตนหนึ่งที่ไม่หลงกลนั่นก็คือ ราหู นั่นเองโดยราหู ไม่ได้หลงกลของพระนารายณ์จึงได้แปลกายตนเอง  ตำนานของงราหูอมจันทร์  ให้เป็นเทวดาและได้เข้าปะปนมาดื่นกินน้ำอัมฤทธิ์กับเหล่าเทวดาด้วยแต่ทว่าพระอาทิตย์กับพระจันทร์กับจำราหูได้พระอาทิตย์และพระจันทร์จึงได้ไปกราบทูลพระนารายณ์ให้ทราบ

ซึ่งพระนารายณ์ได้ทราบพอพระนารายณ์เห็นว่าราหูเข้ามาปะปนแอบกินน้ำอัมฤทธิ์กับเหล่าเทวดาพระนารายยณ์จึงได้ขว้างจักรไปตัดราหูขาดเป้นสองท่อนแต่ทว่าช้าไปนิดเดียวเพราะว่าราหูท่านได้ดื่มกินน้ำอัมฤทธิ์เข้าไปก่อนหน้านี้แล้ว

ดังนั้นราหูจึงไม่ตายเพราะว่าท่านได้กลายมาเป็นอมตะไปแล้วแต่ด้วยความที่ว่าราหูนั้นได้ถูกตัดออกไปเป็นสองท่อนราหูจึงรู้สึกโกรธแค้นพระจันทร์แล้วก็พระอาทิตย์มากที่ทำให้ตนนั้นได้ถูกพระนารายณ์ลงโทษนับตั้งแต่นั้นมาราหูจึงได้ไล่จับพระจันทร์แล้วก็พระอาทิตย์มากลืนกินด้วยความแค้นจนกลายมาเป็นตำนานของงราหูอมจันทร์

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ฝาก-ถอน ออโต้

ตำนานประตูที่ไม่มีคนกล้าเปิดที่วัดปัทมานภัสวานีมณเฑียร หรือว่าวัดทองคำ ของประเทศอินเดีย 

          วัดปัทมานภัสวานีมณเฑียร  ว่ากันว่าที่ทางตอนใต้ของประเทศอินเดียนั้นมีวัดแห่งหนึ่งซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวัดที่มีความร่ำรวยมากที่สุดในโลกโดยใช้ชื่อว่าวัดทองคำ  หรือชื่อเต็มก็คือวัดปัทมานภัสวานีมณเฑียร ตั้งอยู่ในรัฐเกรละ ว่ากันว่าลักษณะของโตวัดนั้นก็คล้ายๆกับวัดไทยหรือหากเทียบวัดในประเทศไทยก็เหมือนกับวัดแขกที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯนั้นเองแต่ความแตกต่างของวัดทองคำนั้นก็คือถูกสร้างขึ้นมาจากทองคำแท้ทั้งหมด 100% ทำให้เวลามองไปที่วัดดังกล่าวนั้นจะเห็นสิ่งก่อสร้างต่างๆภายในวัดนั้นเป็นสีทองเหลืองอร่ามทั้งหมด 

        สำหรับประวัติวัดทองคำแห่งนี้ว่าใครเป็นคนที่สร้างวัดดังกล่าวขึ้นมาหรือสร้างขึ้นมาในช่วงทศวรรษที่เท่าไหร่กษัตริย์องค์ไหนเป็นคนสร้างนั้นไม่สามารถที่จะทำการตรวจสอบได้และไม่มีหลักฐานยืนยันได้เลย แต่ก็มีการเชื่อกันว่าวัดทองคำแห่งนี้มีความเก่าแก่เป็นอย่างมากโดยมีการเชื่อกันว่าน่าจะถูกสร้างมาตั้งแต่เริ่มต้นของศาสนาฮินดูเลยก็ว่าได้ 

         สำหรับเรื่องราวอาถรรพ์ของวัดทองคำนั้นว่ากันว่า  ภายใต้ฐานวัดทองคำนั้นจะมีประตูอยู่ด้วยกันทั้งหมด 6 บานโดยประตูแต่ละบานนั้นจะมีการเก็บทรัพย์สมบัติมูลค่ามหาศาลเอาไว้มากมาย และด้วยความเชื่อว่าภายใต้หลังประตูทั้ง 6 วันนี้มีทรัพย์สมบัติเยอะมากจึงทำให้มีคนเชื่อเป็นจำนวนมากและผู้คนต่างก็พากันเดินทางมาที่วัดทองคำเพราะต้องการที่จะเปิดประตูบานดังกล่าวและนำทรัพย์สมบัติไปนั่นเอง 

          ว่ากันว่าเวลาต่อมานั้นประตู ทั้ง 6 บานมีบางบานที่ถูกเปิดออกมา และมีการเล่าลือกันว่าประตูบ้านที่ถูกเปิดออกมานั้นเมื่อเปิดดูก็จะเห็นทรัพย์สมบัติที่มีมากมายมหาศาลไม่ว่าจะเป็นพวกทองคำต่างๆรวมถึงวัตถุโบราณต่างๆก็อยู่ภายใต้หลังประตูบานนั้นด้วย ว่ากันว่าประตูทั้ง 6 บานนั้นถูกเปิดไปแล้ว 5 บานแต่มีเหลือ 1 บานที่นักโบราณคดีนั้นไม่สามารถที่จะหาวิธีเปิดประตูบ้านดังกล่าวได้

       ซึ่งประตูบานดังกล่าวนั้นถูกสร้างมาจากเหล็กกล้า และที่ตัวประตูนั้นมีความสูงเป็นอย่างมากที่สำคัญที่ประตูไม่มีที่จะสามารถจับหรือไม่มีรูที่จะไขกุญแจต่างๆได้เลย แต่มีการสร้างเอาไว้สวยงามมาก มีการประดับด้วยงูขนาดใหญ่ อยู่สองตัว ว่ากันว่าประตูบ้านดังกล่าวนั้นหากเปิดไม่ถูกวิธีก็จะทำให้เกิดอาเพศเกิดขึ้นส่วนการที่จะเปิดประตูบ้านดังกล่าวได้นั้นก็ต้องมีพิธีกรรมมากมายหลายอย่าง และไม่มีใครที่จะทำพิธีเปิดประตูนี้ได้เลย 

ตำนานดอกกุหลาบของประเทศไทย

     ดอกกุหลาบของประเทศไทย ตำนานกล่าวถึงเทวดาและนางฟ้าที่อยู่บนสรวงสวรรค์ซึ่งมีนางฟ้าองค์หนึ่งเธอมีความสวยงามเป็นที่เลื่องลือบนแดนสวรรค์เป็นอย่างมากเรียกได้ว่าสวยเป็นอันดับ 1 ของนางฟ้าทั้งหมดเลยก็ว่าได้ชื่อว่านางมัทนา  และบนสรวงสวรรค์นั้นเองก็มีเหล่าเทวดาและเทพบุตรหลายองค์ซึ่งต่างก็พากันตกหลุมรักนางมัทนาเนื่องจากความงามของเธอแต่มีเทพพระบุตรองค์หนึ่งที่ชื่อว่าสุเทษณะ

          เขาหลงใหลในความงดงามของเธอเป็นอย่างมากพยายามร้องขอความรักจากเธอแต่นางมัทนาก็ไม่สนใจจนในที่สุด สุเทษณะเกิดความไม่พอใจจึงอยากให้นางมัทนาได้ลองมาใช้ชีวิตของคนที่มีความรักดูบ้างว่าหากถูกปฏิเสธความรักจะมีความรู้สึกอย่างไร ซึ่งเขาต้องการให้นางมัทนารู้จักกับความรัก           

          โดยเขาได้มีการสาปให้นางมัทนานั้นลงไปเกิดที่โลกมนุษย์โดยให้เกิดเป็นดอกไม้ซึ่งมีลักษณะรูปร่างหน้าตาเหมือนดอกกุหลาบและนางมัทนาจะสามารถกลับขึ้นมาบนสวรรค์ได้ก็ต่อเมื่อนางมัทนามีความรักอย่างแท้จริง 

         ดอกกุหลาบของประเทศไทย  และเมื่อนางมัทนาลงมาเกิดยังโลกมนุษย์กลายเป็นดอกไม้ป่าซึ่งส่งกลิ่นหอมก็ทำให้มีฤาษีตนหนึ่งได้นำต้นของนางมัทนานั้นไปปลูกใกล้กับผสมของตนเองและฤาษีตอนนี้ก็สามารถมองเห็นได้ว่านางมัทนาแท้ที่จริงแล้วคือนางฟ้าที่ลงมายังโลกมนุษย์และในคืนพระจันทร์เต็มดวงนางมัทนาจะสามารถแปลงร่างเป็นคนได้ซึ่งเธอก็มักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์มาคอยปรนนิบัติพระฤาษีในทุกๆวันพระจันทร์เต็มดวงนั้นเอง

       อยู่มาวันหนึ่งได้มีกษัตริย์องค์หนึ่งเดินทางมาล่าสัตว์ในป่าและได้มากราบไหว้พระฤาษี

โดยอาศัยนอนกับพระฤาษีอยู่คืนหนึ่งและในคืนดังกล่าวนั้นเองตรงกับวันพระจันทร์เต็มดวงทำให้กษัตริย์องค์ดังกล่าวนั้นได้เห็นนางมัทนาและเกิดตกหลุมรักจึงได้พานางมัทนานั้น ไปอยู่ในเมืองของตนเองแต่เนื่องจากว่ากษัตริย์องค์นี้มีภรรยาอยู่แล้วเมื่อได้พานางมัทนาไปอยู่ทำให้ภรรยาที่เป็นพระราชินีเกิดความไม่พอใจจึงได้ใส่ร้ายนางมัทนาว่ามีชู้กับองครักษ์และกษัตริย์องค์ดังกล่าวก็เกิดเชื่อจึงได้มีการสั่งประหารชีวิตนางมัทนาและองครักษ์

         แต่ทั้งคู่ได้หลบหนีซึ่งนางมัทนาได้กลับมาที่อาศรม ของฤาษีอีกครั้งหนึ่ง  หลังจากนั้น สุเทษณะ ก็ได้ลงมาเพื่อจะพานางมัทนาขึ้นไปยังสรวงสวรรค์และต้องการให้นางมัทนานั้นๆของตนเองแต่นางมัทนายืนยันว่าเธอนั้นไม่ได้รักสุเทษณะ ทำให้เขาโกรธเป็นอย่างมากเป็นสาเหตุให้เธอนั้นกลายเป็นดอกไม้อยู่ในโลกมนุษย์นับจากนั้นเป็นต้นมา

      และภายหลังกษัตริย์องค์ดังกล่าวนั้นได้รู้ความจริงว่านางมัทนาถูกใส่ร้ายแต่ก็สายเกินไปเสียแล้วเพราะนางมัทนาได้กลายเป็นดอกกุหลาบและไม่สามารถกลายร่างเป็นคนได้อีกต่อไป 

 

 

สนับสนุนโดย.  gclub ฝาก ขั้นต่ำ 20

ประวัติการก่อสร้างตึกสาทรทาวเวอร์   ตึกร้างที่ดังที่สุดในกรุงเทพฯ 

           หากพูดถึงตึกร้างที่ ถนนสาทรเชื่อว่าหลายคนย่อมรู้จักกันเป็นอย่างดีเนื่องจากตึกแห่งนี้เป็นตึกที่ใหญ่ที่สุดในเขตบริเวณพื้นที่สาทรเลยก็ว่าได้และมีการปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ามาหลาย 10 ปีแล้ว การก่อสร้างตึกสาทรทาวเวอร์ ที่สำคัญตึกร้างแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมากแม้แต่ชาวต่างชาติก็ยังรู้จักตึกร้างแห่งนี้กันเป็นอย่างดีแต่ในความรู้จักนั้นพวกเขารู้จักตึกร้างแห่งนี้มาจากเรื่องราว หวาดเสียว และน่ากลัวมาจากเหตุการณ์การก่อเหตุฆาตกรรมรวมถึงประวัติเรื่องราวอาถรรพ์ต่างๆ 

          อย่างไรก็ตามเรื่องราวอาถรรพ์ต่างๆนั้นอันที่จริงก็ไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ได้ว่าที่จริงแล้วตึกร้างแห่งนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะจากความอาถรรพ์ที่มีการเล่าลือกันหรือเปล่าเท่านั้นในปัจจุบันนี้ตึกร้างนี้ยังคงตั้งอยู่ในเขตพื้นที่สาทรและมีการก่อสร้างอยู่ตรงริมแม่น้ำเจ้าพระยายังไม่มีนายทุนคนไหนที่จะมาก่อสร้างตึกนี้ต่ออย่างไรก็ตามวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องราวประวัติการก่อสร้างตึกร้างดังกล่าวนี้ว่ามีความเป็นมาอย่างไรทำไมท้ายที่สุดแล้วฝึกแห่งนี้ที่มีความสวยงามอยู่ในเขตทำเลดีถึงยังคงกลายเป็นตึกร้างจนถึงปัจจุบัน

 

สำหรับเรื่องราวของการก่อตั้งพื้นที่ดังกล่าวนั้นเริ่มมีการก่อสร้างตึกแห่งนี้ตั้งแต่ปีพศ 2533

         ซึ่งในขณะนั้นเจ้าของที่มีการลงทุนก่อสร้างตึกแห่งนี้มีการคาดหวังว่าจะทำให้บริเวณตรงนี้เป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงและเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทยและเป็นตึกที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามการก่อสร้างเริ่มดำเนินไปผ่านไปเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นก็เกิดปัญหาเมื่อเจ้าของโครงการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดีในข้อหาจ้างวานฆ่าทำให้โครงการต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากว่าหลังจากที่เจ้าของโครงการได้ถูกตั้งข้อหาก็ไม่มีธนาคารไหนที่จะปล่อยเงินกู้ให้กับเจ้าของโครงการนำมาสร้างตึกได้อีกเลย

 

หลังจากนั้นผ่านมาช่วงประมาณปี 2,500 37 ปัญหาเกี่ยวกับคดีความของเจ้าของโครงการ

         การก่อสร้างตึกสาทรทาวเวอร์ ก็เสร็จสิ้นแต่หลังจากนั้นก็ยังต้องประสบปัญหาว่าความน่าเชื่อถือของเจ้าของโครงการนั้นหมดสิ้นหลังจากที่มีคดีความเกิดขึ้นทำให้เขาไม่สามารถไปกู้เงินกับธนาคารต่างๆได้จนประสบปัญหาอย่างหนักจำเป็นต้องหยุดกันก่อสร้างอาคารหลังดังกล่าวไประยะเวลาหนึ่งซึ่งต่อมาก็สามารถที่จะติดต่อธนาคารเพื่อทำเรื่องขอกู้เงินมาทำการก่อสร้างตึกดังกล่าวได้อีกครั้งหนึ่ง

 

แต่ก็มาประสบปัญหาอีกรอบหนึ่งในช่วงประมาณปีพ.ศ 2540

         ซึ่งเป็นวิกฤตหนักของรัฐบาลในครั้งนั้นเป็นอย่างมากโดยวิกฤตในครั้งนั้นเกิดจากปัญหาสภาวะเศรษฐกิจรัฐบาลได้มีการประกาศค่าลอยตัวของเงินทำให้เศรษฐกิจของไทยในช่วงเวลานั้นเจ้าของธุรกิจและธนาคารประสบปัญหาขาดทุนในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นมีธนาคารและบริษัทไฟแนนซ์รวมกันมากกว่า 58 แห่งจำเป็นต้องปิดกิจการลงและยังมีโครงการต่างๆอีกกว่า 300 โครงการที่ต้องหยุดชะงักและปิดกิจการลงเรียกได้ว่าในวิกฤตในครั้งนั้นคนรวยกลายมาเป็นคนจนในชั่วพริบตาเดียว

          และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตึกสาทรแห่งนี้ก็ไม่สามารถที่จะกลับมาก่อสร้างได้อีกเลยเนื่องจากว่าเจ้าของโครงการนั้นเกิดวิกฤตอย่างหนักและถึงแม้ว่าการก่อสร้างจะสำเร็จลุล่วงได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์แล้วแต่ก็ยังไม่สามารถนำเงินส่วนที่เหลือมาทำการก่อสร้างได้หลังจากนั้นก็มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการเกิดเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นรวมถึงการเล่าลือกันปากต่อปากจากคนในชุมชนเกี่ยวกับอาถรรพ์ของตึกดังกล่าวทำให้ท้ายที่สุดแล้วตึกดังกล่าวนั้นก็ไม่มีการสานต่อที่จะสร้างให้แล้วเสร็จเนื่องจากว่าเมื่อมีการประกาศ เกี่ยวกับเรื่องของการขายห้องภายในตึกดังกล่าวนั้นกับไม่มีใครกล้าพอที่จะมาเช่าซื้อตึกดังกล่าวเลยจึงทำให้ท้ายที่สุดแล้วเจ้าของโครงการก็ยุติการก่อสร้างตึกหลังดังกล่าวลงอย่างสิ้นเชิงจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการสานต่อในการก่อสร้างตึกดังกล่าวนั้นเอง

 

สนับสนุนโดย    ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

ตำนานบ้านยุ้งทะลาย  ที่อำเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี

        สำหรับจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นเรียกได้ว่าเป็นแหล่งของตำนานต่างๆมากมายกันเลยทีเดียว  ซึ่ง ตำนานบ้านยุ้งทะลาย ที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้นั้นเป็นตำนานที่มีชาวบ้านเล่าขานกันในอำเภออู่ทองถึงบ้านยุ้งทะลายซึ่งปัจจุบันก็คือชื่อหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่งในอำเภออู่ทองนั่นเอง

        ตำนานบ้านยุ้งทะลาย นั้นมีการพูดถึงชายแก่คนหนึ่งแกมีชื่อว่าตาทอง  หรือบางคนก็เรียกแกว่าขุนพุดาด  เนื่องจากว่าตาทองนั้นที่บ้านมีฐานะร่ำรวยมากและเป็นคนมียศฐาบรรดาศักดิ์ที่สำคัญเป็นคนที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของแร่ธาตุต่างๆ   โดยตาทองนั้นจะมีบ่ได้เป็นของตนเองซึ่งในทุกๆวันนั้นตาทองจะต้องออกจากบ้านแต่เช้าตรู่เพื่อไปที่บ่อแร่ของเขา

           หลังจากนั้นก็จะกลับมาที่วัดและพอช่วงเวลาเย็นก็จะเดินทางกลับบ้านดึกทุกวันที่กลับบ้านในช่วงตอนเย็นนั้นตาทองจะได้ถือถุงมาด้วย 4 ถุงด้วยกันซึ่งถุงทั้ง 4 ถุงนั้นจะเป็นทรัพย์สินเงินทองนั่นเอง โดยตาทองจะทำแบบนี้ทุกวันเป็นประจำซึ่งลูกสาวของตาทองนั้นก็รู้เรื่องราวเป็นอย่างดี

        และ ตาทองได้เคยให้ลูกสาวนะสาบานเอาไว้ว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใครซึ่งลูกสาวของปลาทองนั้นก็ทำตามที่สาบานมาโดยตลอดว่าวันนึงลูกสาวของตาทองก็แต่งงานมีสามีซึ่งสามีของลูกสาวของตาทองนั้นก็เกิดความสงสัยว่าทำไมทุกเย็นตาทองจะต้องมีการถือถุงกลับมาบ้าน 

          แต่ลูกสาวของตาทองนั้นเนื่องจากว่าเคยสาบานเอาไว้จึงไม่กล้าบอกสามีจึงได้แค่เพียงให้สามีนั้นคอยสังเกตตาทองให้ดีเท่านั้นเองซึ่ง ทางด้านลูกเขยตาทองก็แอบดู ทุกวันจนทำให้ตาทองผิดสังเกตและคิดว่าลูกสาวของตนเองนั้นหักหลังไปบอกเรื่องความลับของแกให้กับสามีฟัง ด้วยความโมโหตาทองจึงได้ฆ่าลูกสาวทิ้งหลังจากนั้นตาทองก็ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเข้าคุก  

      ส่วนทรัพย์สินเงินทองที่ตาทองเก็บเอาไว้นั้นปกติแล้วจะเก็บเอาไว้ในยุ้งข้าว  และเมื่อนานวันเข้าทรัพย์สินมีมากขึ้นยุ้งข้าวก็ไม่สามารถรับน้ำหนักทรัพย์สินเหล่านั้นได้ไหวจึงทำให้ยุงข้าวนั้นพังทลายลงมา  ส่วนทรัพย์สินเงินทองนั้นชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงต่างก็พากันมาเก็บไปหมด 

       และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านจึงได้เรียกหมู่บ้านดังกล่าวว่าบ้านยุ้งทลายนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้ยังมีชาวบ้านอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมาก และได้มีการเล่าถึงประวัติของหมู่บ้านให้ชนรุ่นหลานได้ฟังกันเป็นทอดๆมาจนถึงปัจจุบันนี้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.  แจ้งฝาก-ถอน ufabet

ตำนานแฝดอินจัน

หากใครกำลังท้อแล้วเห็นว่าชีวิตของตัวเองไม่มีคุณค่าก็หันมาฟังทางนี้เรื่องนี้ได้เป็นหนึ่งในตัวอย่างของบุคคลที่ถึงแม้ว่าพิการจนถูกหาว่าเป็นตัวกาลกิณีเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนแล้วก็ประสบเคราะห์ต่างๆนาๆแต่พวกเขาก็ได้ต่อสู้จนมันได้ทำให้ชีวิตของพวกเขานั้นได้กลายเป็นที่อิจฉาของใครหลายๆคนถึงได้สร้างชื่อเสียงให้กับสยามได้เป็นที่รู้จักของฝรั่งชนแต่จะมีอะไรกันบ้างมาดูกันเลย

โดยแฝดสยามทั้งคู้อาจจะต้องถูกประหารแฝดอินจันได้เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่2 ในครอบครัวคนไทยเชื่อสายจีนที่จังหวัดสมุทรสงครามโดยได้มีคุณแม่เป็นคนไทยและพ่อได้เป็นชาวจีนที่ได้อพยพมาตั้งแต่ครั้งรัชการที่1

ซึ่งตอนที่เกิดมาทั้งหมู่บ้านก็ได้มองเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ประหลาดมากกับการที่ได้เห็นทารกสองคนได้มีตัวติดกันทั้งหมู่บ้านมองว่ามันอาจจะเป็นเรื่องกาลกิณีแน่ๆเลยแล้วก็ตามกฎหมายในเวลานั้นทั้งคู่จะต้องถูกประหารชีวิตด้วย

เนื่องจากความเชื่อตรงนี้นี่แหละ

เมื่อเวลาผ่านไปมันก็ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรที่จะเกิดขึ้นไปๆมาๆผู้คนต่างก็เริ่มที่จะชินกับการมีตัวตนของเด็กสองคนที่มีตัวติดกันวิ่งไปวิ่งมาอยู่ในหมู่บ้าน

สำหรับโทษแปลกๆที่ว่านั้นก็ได้รับการยกเลิกไปโดยปริยายถือได้ว่าเป็นความโชคดีคูณสองเพราะว่าอาการนี้ถ้าเกิดปกติมันได้เกิดกับใครเข้าเด็กสองคนนั้นก็จะตายไม่นานหลังจากที่ได้คลอดออกมา

แต่ทว่าอินและจันก็เติบโตขึ้นมาเหมือนกับเด็กคนอื่นๆเลยมีสุขภาพที่ดีเหมือนกับเด็กๆโดยทั่วไป

นอกจากนี้จุดเริ่มต้นของชีวิตที่ราวกับถูกหวยเมื่อทั้งคู่นั้นยังเป็นวัยรุ่นอินกับจันเขาก็จะช่วยครอบครัวจับปลาขายไข่เค็มแล้วก็น้ำมันมะพร้าวอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงแห่งหนึ่งนี่แหละก็มีชีวิตแบบคนธรรมดาทั่วไปจนกระทั่งวันหนึ่งได้มีพ่อค้าชาวอังกฤษได้มาพบกับแฝดคู่นี้กันเข้าที่ทั้งสองกำลังว่ายน้ำเล่นกันอยู่ต่างกับคนอื่นที่ได้มองว่าอินจันเป็นตัวกาลกิณี

เนื่องจากนี้ชายชาวอังกฤษเขาได้เห็นแววของสองเด็กผู้นี้แล้วเขาก็ได้คิดว่าจะนำแฝดคู่นี้ไปแสดงโชว์ที่สหรัฐอเมริกาก็เลยเข้าไปทำความสนิทสนมกับทางด้านครอบครัวของแฝดทั้งสองอยู่นานปีมากๆจนกระทั่งแม่ของทั้งคู่นั้นได้วางใจแล้วก็ปล่อยให้ชาวอังกฤษนั้นได้เอาลูกของเขาไปโชว์ตัวได้

นอกจากนี้ได้มีพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่3ของไทยไม่อยากให้เด็กแฝดสองคนนี้ออกไปจากประเทศไทยไปแต่ด้วยความพยายามเป็นอย่างมากในที่สุดชาวอังกฤษก็สามารถพาแฝดอินจันไปท่องโลกตะวันตกได้

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย.    ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

ประวัติ ของพระถังซัมจั๋ง

       สำหรับเรื่องราวของพระถังซัมจั๋งนั้นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงและถูกนำมาดัดแปลงเป็นนิยายและตัวละครต่างๆมากมายในเรื่องของตำนานไซอิ๋วซึ่งพูดถึงพระภิกษุสงฆ์องค์หนึ่งที่เดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดียระหว่างการเดินทางก็จะพบเจอกับอุปสรรคมากมายกับปีศาจหลายๆตัวที่ต้องการกินเนื้อของพระถังซัมจั๋งโดยมีความเชื่อว่าหากใครได้กินเนื้อของพระถังซัมจั๋งแล้วจะสามารถอายุยืน

แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้วพระสังข์ทำจากนั้นเป็นแค่เพียงประชาชนคนหนึ่งซึ่งได้มีโอกาสบวชเรียนในช่วงที่มีอายุประมาณ 13 ปีซึ่งในขณะนั้นได้บวชเป็นสามเณรโดยไม่ถามซ้ำจากนั้นเป็นผู้ที่ชื่นชอบศึกษาเกี่ยวกับธรรมะเป็นอย่างมากดังนั้นพระสังข์ซัมจั๋งจึงมีความสามารถในการแสดงทำมาเทศนาสั่งสอนผู้คนอย่างไรก็ตามในสมัยที่พระถังซัมจั๋งพร้อมบทเรียนใหม่ๆนั้น

พระสังข์ซัมจั๋งเกิดอยู่ในราชวงศ์ซุยแต่ต่อมาราชวงศ์ดังกล่าวนั้นได้สูญสิ้นลงและมีการเปลี่ยนราชวงศ์ใหม่มาเป็นราชวงศ์ถังนับตั้งแต่นั้นถ้าถังซัมจั๋งจึงได้คิดจะเดินทางไปศึกษาพระธรรมยังชมพูทวีปโดยเดินทางไปประเทศประเทศอินเดียซึ่งได้มีการปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรประวัติศาสตร์ของประเทศจีนว่าพระถังซัมจั๋งออกเดินทางไปในช่วงปีพุทธศักราช 1170 โดยระหว่างทางที่เดินไปที่ประเทศอินเดียนั้น

ก็ผ่านเรื่องราวต่างๆมากมายผ่านเมืองหลายเมืองซึ่งพระถังซัมจั๋งต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางไปที่ประเทศอินเดียและยังเดินทางกลับมาที่เมืองจีนรวมแล้วระยะเวลาทั้งสิ้นต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่า 19 ปีด้วยกันซึ่งถ้านับเป็นระยะทางในการเดินไปกลับนั้นก็มีระยะทางมากกว่า 50,000 ลี้โดยทุกครั้งที่ผ่านไปยังเมืองไหนก็จะมีการแสดงพระธรรมเทศนาตามเมืองต่างๆเหล่านั้นด้วย

ซึ่งว่ากันว่าในช่วงที่พระถังซัมจั๋งเดินทางไปที่ประเทศอินเดียนั้นได้มีการและแสดงพระธรรมเทศนาถึง 110 แคว้นด้วยกัน  ซึ่งนับว่าเป็นการเดินทางที่ใช้ระยะเวลาอย่างยาวนานเป็นอย่างมากหลังจากที่เดินทางกลับมาถึงประเทศจีนแล้วก็ถังซัมจั๋งก็ได้นำพระไตรปิฎกที่นำมาจากประเทศอินเดียมาเก็บไว้ที่เมืองหลวงด้วยซึ่งในสมัยนั้นมีการปกครองโดยพระเจ้าถังไท่จงซึ่งพระองค์นั้นเป็นคนที่นับถือศาสนาและเลื่อมใส

ในหลักคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งพระถังซัมจั๋งนั้นใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงที่เมืองเสียงอ่านจนในที่สุดก็ได้มรณภาพไปในช่วงปีพุทธศักราช 1207 นั่นเอง ส่วนตำนานในละครนั้นจะกล่าวถึงพระถังซัมจั๋งที่จะมีลูกศิษย์อยู่ 3 คนที่คอยช่วยเหลือพระถังซัมจั๋งเดินทางไปแสวงบุญยังชมพูทวีปซึ่ง 1 ตัวละครนั้นจะมีไซอิ๋ว   ตือโป๊ยก่าย  และปีศาจวัวกระทิงซึ่งถูกมาสร้างเป็นละครอยู่หลายครั้งด้วยกันทำให้หลายคนอาจจะงงๆเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของพระถังซัมจั๋งที่เป็นของจริงกับประวัติของพระถังซัมจั๋งจากในนิยายนั้นเอง

 

สนับสนุนโดย.  คาสิโน ปอยเปต

พ่อเพลงสุพรรณฯ พูดคุยเรื่องร้องเพลง ที่แสดงถึงศิลปวัฒนธรรม

        การร้องเพลงคือศิลปะอย่างหนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้เพลงแบ่งออกเป็น 2 แบบโดยมีเป็นเพลงสมัยใหม่และเป็นเพลงพื้นบ้านในวันนี้มีข่าวรายงานเกี่ยวกับเรื่องของการจัดนิทรรศการงานสโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนาซึ่งผู้ที่มาคุยและแลกเปลี่ยนความรู้ให้กับคนที่สนใจเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมเพลงคือพ่อเพลงเมืองสุพรรณซึ่งท่านมีอายุมากถึง 71 ปีแล้ว

แต่ปัจจุบันก็ยังคงมีการเปิดการแสดงเกี่ยวกับเรื่องของการร้องเพลงซึ่งพ่อเพลงเมืองสุพรรณนี้เชื่อว่าหลายคนอาจจะมารู้จักแต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่หากไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องของเพลงพื้นบ้านว่าจะไม่รู้จักชื่อท่านโดยปัจจุบันนั้นคนที่ร้องเพลงพื้นบ้านค่อนข้างมีน้อยเนื่องจากว่าคนส่วนใหญ่นั้นหันมานิยมร้องเพลงทั่วไปที่เป็นเพลงปัจจุบันแทน

สำหรับเพลงพื้นบ้านที่มีคนร้องและจัดการแสดงอยู่ในตอนนี้นั่นก็คือนายสุจินต์ศรีประจันต์  โดยประวัติของท่านนั้นว่ากันว่าท่านหัดเล่นเพลงพื้นบ้านมาตั้งแต่ท่านยังเด็กอายุเพียงแค่ 13 ปีก็เริ่มเล่นเพลงพื้นบ้านและนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมาท่านก็ร้องเพลงพื้นบ้านมาโดยตลอดและปัจจุบันนี้ท่านก็ยังมีการร้องเพลงพื้นบ้านซึ่งถ้าหากใครสนใจที่จะฟังเพลงพื้นบ้านพ่ออยากรำลึกถึงวัฒนธรรมเพลงที่เป็นเพลงพื้นบ้านของไทย

ก็สามารถที่จะว่าจ้างท่านได้เพราะในตอนนี้นับแต่ว่ามีท่านเป็นคนเดียวที่มียังเปิดการแสดงเพลงพื้นบ้านอยู่เพราะรุ่นท่านนั้นต่างก็พากันเสียชีวิตไปหมดแล้วท่านยังเคยบอกด้วยว่าในสมัยก่อนนั้นท่านไปร้องเพลงพื้นบ้านตามพื้นที่ต่างๆเลยไปถึงภาคใต้แล้วก็เคยร้องเพลงเกี่ยวกับการเมืองจนขนาดที่ถูกนายกรัฐมนตรีช่วงนั้นเรียกเข้าไปคุย

สำหรับการร้องเพลงพื้นบ้านนั้นปัจจุบันนี้ค่อนข้างหายากเพราะคนที่ฟังก็จะเป็นคนเก่าคนแก่คนสูงอายุแล้วเพราะกลุ่มวัยรุ่นเองก็ไม่ค่อยสนุกๆที่จะฟังเพลงพื้นบ้านมากนักดังนั้นการที่จะหาเพลงพื้นบ้านฟังจึงค่อนข้างหายาก แต่จริงๆแล้วเพลงพื้นบ้านถือว่าเป็นศิลปะวัฒนธรรมของไทยอย่างหนึ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้ดังนั้นจึงมักมีการจัดงานแสดงเกี่ยวกับเรื่องของศิลปะวัฒนธรรมไทยเพื่อเป็นการให้คนรุ่นใหม่ระลึกถึงอย่างเพลงพื้นบ้านที่เราพูดถึงกันก็คือพวกเพลงอีแซวซึ่งตอนนี้หาฟังได้ยากมากแล้วนั่นเองซึ่งล่าสุดได้มีการจัดงานเมื่อวันที่ 27 เดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2563

เกี่ยวกับการเสวนาเรื่องของวัฒนธรรมโดยหัวข้อที่มีการจัดเสวนานั้นก็คือพื้นบ้านชานเมืองวิถีชาวบ้านไทยในบทเพลงนับได้ว่ายังคงมีคนสนใจที่จะสานต่อวัฒนธรรมไทยอยู่ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยเห็นบ่อยนักก็ตาม

 

สนับสนุนโดย.  gclub slot ทดลองเล่น

ตำนานพิธีบูชายัญในจังหวัดราชบุรี

        เมื่อประมาณปี 2547 ได้มีเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญเกิดขึ้นที่จังหวัดราชบุรีเมื่อมีคนร้ายทั้งหมด 4 คนได้มีการฆ่าปาดคอเด็กผู้หญิงอายุ 12 ปีโดยทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าพวกเขากำลังทำพิธีบูชายัญพระอินทร์โดยใช้ร่างกายของหลานสาวของตนเองวัย 12 ปีเป็นเครื่องบูชายัญโดยหวังว่าพระอินทร์นั้นจะทรงช่วยเหลือพวกเขาทั้ง 4 คนโดยเรื่องราวในครั้งนี้เกิดขึ้น

เมื่อมีครอบครัวหนึ่งซึ่งอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 คนโดย 4 คนนั้นเป็นแม่และป้าป้าของเด็กหญิงวัย 12 ขวบซึ่งเด็กหญิงวัย 12 ขวบนั้นเกิดมาเนื่องจากว่าแม่ของเธอนั้นถูกข่มขืนจนตั้งครรภ์แต่หลังจากที่ท้องแล้วแม่ของเธอก็เลี้ยงดูเธอเรื่อยมาจนเมื่อเด็กหญิงอายุ 12 ขวบแม่ของเธอก็สั่งให้ป้าป้านั้นพากันจับเธอแล้วปาดคอเพื่อเอาเลือดของเธอนั้นมาบูชายัญ

โดยชาวบ้านได้บอกกันว่าครอบครัวของเด็กหญิงวัย 12 ขวบนั้นเป็นผู้ที่คลั่งไคล้เกี่ยวกับเรื่องของพระอินทร์เป็นอย่างมากอย่างไรก็ตามในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าไปช่วยเหลือเด็กหญิงนั้นก็พบว่าเด็กหญิงถูกปาดคอเสียชีวิตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยแม่ของเด็กหญิงบอกว่าที่ต้องฆ่าปาดคอเด็กหญิงนั้นก็เพื่อที่จะได้ให้วิญญาณของเด็กหญิงได้ไปเข้าเฝ้าพระอินทร์

เนื่องจากว่าเด็กหญิงนั้นคือสิ่งชั่วร้ายที่กลับชาติมาเกิด ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมฆาตกรทั้ง 4 คนเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้ส่งหญิงทั้ง 4 คนนั้นไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลทางประสาทโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชื่อว่าทั้ง 4 คนนั้นมีอาการทางจิตจึงได้ลงมือฆ่าลูกและหลานสาวของตนเองนั่นเอง

       สำหรับเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องของการบูชายัญที่เกิดขึ้นในจังหวัดนครราชสีมานี้เป็นข่าวโด่งดังใหญ่โตเป็นอย่างมากเมื่อประมาณปี 2547 และยังสร้างความหวาดกลัวให้กับคนจังหวัดราชบุรีนับตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบันซึ่งในตอนนี้บ้านที่ทั้ง 4 คนอยู่อาศัยอยู่ยังคงถูกปล่อยให้เป็นบ้านร้างและไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าที่จะเข้าไปใกล้ๆกับบ้านหลังดังกล่าวอีกเลยส่วนทั้ง 4 คนนั้นก็ยังคงถูกส่งตัวรักษาตัวอาการทางประสาทในโรงพยาบาลและยังไม่เคยถูกปล่อยตัวออกมาจากโรงพยาบาลนับตั้งแต่นั้นอีกเลย

         สำหรับเรื่องเล่าที่เป็นตำนานที่น่ากลัวนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับคนในหมู่บ้านเป็นอย่างมากถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ตามแต่เรื่องเล่านี้ก็ยังคงมีการเล่าให้ลูกหลานได้ฟังกันถึงความน่ากลัวของสี่พี่น้องที่ได้ก่อเหตุฆาตกรรมหลานสาวและลูกสาวของตนเองเพียงเพราะความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาพระอินทร์ซึ่งในปัจจุบันนี้วิธีการบูชายัญนั้นได้หายสาบสูญไปแล้วและในปัจจุบันเราไม่เคยพบเห็นการบูชายัญแบบนี้มานานแล้ว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub ทดลองเล่นฟรี

สุสานโสเภณีที่ประเทศไทย

        ซึ่งตำนานนี้มีการพูดถึงซ่องโสเภณี ที่หลายคนมักเรียกกันว่าซ่องแห่งความตาย สำหรับสุสานโสเภณีนี้เรียกได้ว่าเป็นตำนานที่น่ากลัวมากที่สุดในประเทศไทยตำนานหนึ่งเลยทีเดียวซึ่งสถานที่เกิดเหตุนั้นเป็นซ่องร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีซึ่งแต่เดิมนั้นสถานที่แห่งนี้ถูกเปิดเอาไว้เพื่อให้ผู้ชายมาซื้อบริการและแน่นอนว่าผู้หญิงที่ทำงานอยู่ที่ซ่องโสเภณีแห่งนี้หลายคนอาจจะเต็มใจ

แต่ก็มีหลายคนที่ไม่เต็มใจและพวกคนที่ไม่เต็มใจนั้นก็ถูกซ้อมทารุณกรรมจนตายหรือบางคนก็ตายเพราะการถูกฆ่าเนื่องจากว่าต้องการหนีออกจากป้อมแห่งนี้อีกทั้งบางคนก็เกิดติดโลกจากผู้ที่มาใช้บริการจนเสียชีวิตและยังมีคนที่ถูกบังคับให้ทำแท้งซึ่งบางคนก็เสียชีวิตแต่บางคนก็ต้องเสียลูกไปถ่ายในซ่องแห่งนี้หลายคนถูกหลอกลวงให้มาขายบริการ

เนื่องจากในสมัยโบราณนั้นคนไม่ค่อยมีความรู้มากนักโดยส่วนใหญ่แล้วผู้มีอิทธิพลมักจะไปหลอกลวงหญิงสาวที่อยู่ทางภาคเหนือซึ่งเป็นกลุ่มหญิงสาวชาวดอยโดยหลอกว่าจะพามาทำงานในกรุงเทพฯแต่เมื่อพามาจริงๆก็จะพามาแวะที่จังหวัดกาญจนบุรีและให้มาทำงานที่ซ่องแห่งนี้และถ้าหากใครคิดหนีและไม่ยอมทำงานก็จะถูกซ้อมถูกตบตีหากใครทนไม่ได้ก็อาจจะถึงตายได้อย่างไร

ก็ตามเรื่องราวความหลอกหลอนนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่มีหญิงสาวหลายคนต้องเสียชีวิตภายในซ่องแห่งนี้ ตกกลางคืนผู้ชายที่มาใช้บริการที่ซ่องแห่งนี้มักจะพบเห็นวิญญาณของหญิงสาวร่วมเดินปะปนอยู่กับผู้หญิงขายบริการคนอื่นๆทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่ซ่องต่างพากันหวาดกลัว แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครมาเที่ยวที่นี่จนเจ้าของต้องปิดกิจการลงหลังจากนั้นก็ปล่อยให้ที่นี่กลายเป็นที่รกร้างและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาในช่วงเวลายามค่ำคืน

ผู้คนที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่ซ่องแห่งนี้อยู่มักจะได้ยินเสียงของหญิงสาวร้องโหยหวนขอความช่วยเหลือหรือบางทีก็จะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวต่างด้าวรือกันถึงความน่ากลัวของสุสานโสเภณีแห่งนี้และเรื่องราวความน่ากลัวนี้ก็ขยายวงกว้างไปทั่วจนกลายเป็นที่เลื่องลือของคนต่างประเทศมีสถานที่น่ากลัวนี้อยู่ในประเทศไทยด้วย

ซึ่งเคยมีช่องที่ทำรายการเกี่ยวกับผีเคยมาถ่ายรายการอยู่หลายรายการเลยทีเดียวและผู้คนส่วนใหญ่ที่มาถ่ายรายการเกี่ยวกับผีที่สุสานโสเภณีแห่งนี้ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาได้เห็นวิญญาณของหญิงสาวที่ยังคงวนเวียนอยู่ยังไม่มีไปฝึกไปเกิดแม้จะผ่านไปเป็นเวลานานหลายปีแล้วก็ตาม

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   เซ็กซี่ บาคาร่า ขั้นต่ำ10บาท