ประวัติดนตรีไทย

เท่าที่เรานั้นเติบโตมาเราจำความได้นั้นเราก็เห็นเครื่องเล่นของดนตรีไทยแล้วแต่ว่าเรานั้นไม่รู้ว่าต้นกำเนิดนั้นมากไหน ซึ่งเรานั้นก็เชื่อว่าต้องมีคนสงสัยเหมือนกันว่าต้นกำเนิดของดนตรีไทยนั้นมาจากไหนอะไรยังไง ซึ่งวันนี้เรานั้นก็ได้ไปคิดหาประวัติของดนตรีไทยนั้นมาให้ฟังว่ามาจากไหน

 เครื่องเล่นดนตรีไทยก็เกิดจากชลชาติไทยเองและก็การเลียนแบบชนชาติอื่นๆ

ที่อยู่ใกล้ชิดกันโดยที่เริ่มตั้งแต่สมัยโบราณที่ตั้งไทยตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณาจักรฉ่องหวู่ดินแดนของประเทศจีนในปัจจุบัน ทำให้เครื่องดนตรีไทยและจีนมีการแลกเปลี่ยนเลียนแบบกันและนอกจากนี้ยังมีเครื่องเล่นดนตรีอีกหลายชนิดที่ชนชาติไทยเรานั้นได้ประดิษฐ์ขึ้นใช้ก่อนที่จะมาพบวัฒนธรรมอินเดีย ซึ่งได้แพร่หลายอยู่ทางตอนใต้ของแหลมอินโดจีน 

สำหรับเครื่องดนตรีดั้งเดิมของไทยจะเรียงตามคำโดดในภาษาไทย เช่น เกาะ โกร่ง กรับ ฉิ่ง ฉาบ ขลุ่ย พิณเปี๊ยะ ซอฆ้องและกลอง ต่อมา ได้มีการประดิษฐ์เครื่องดนตรีให้พัฒนาขึ้น โดยนำไม้ที่ทำเหมือนกรับหลายอันมาวางเรียงกันได้เครื่องเล่นดนตรีใหม่อีกอย่างหนึ่ง ที่เรียกกันว่าระนาดหรือนำฆ้องหลายๆ ได้มาทำเป็นวงเรียกว่า ฆ้องวง เป็นต้น  

นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมทางดนตรีของอินเดีย  มอญ เขมร ในแหลม อินโดจีนที่ไทยได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานอยู่  ได้แก่ พิณ สังข์ ปี่ไฉน บัณเฑาะว์ กระจับปี่ จะเข้ โทน  หรือว่าทับ เป็นต้น ในเมื่อเวลาต่อมานั้นเราก็ได้พูกมิตรความสำพันธ์กับเพื่อนบ้านมากขึ้นซึ่งไทยเราเองก็ได้นำเครื่องดนตรีบางอย่างของประเทศเพื่อนบ่านมาบรรเลงในวงดนตรีไทย เช่น  อย่าง กลองแขก ของชวา กลองมลายูของมลายูเปิงมางของมอญ และกลองยาวของไทยใหญ่ที่พม่านำมาใช้รวมทั้งขิม ม้าล้อ และกลองจีน

ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของจีน เป็นต้น และต่อมาไทยมีความสัมพันธ์ชาวกับตะวันตกและอเมริกา  ก็ได้นำกลองฝรั่ง เช่นกลองอเมริกัน และก็เครื่องเล่นดนตรีอื่นๆ เช่น ไวโอลีน ออร์แกน มาใช้บรรเลงในวงดนตรีไทย จากประวัติเครื่องเล่นดนตรีที่เรานั้นได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น สามารถแบ่งออกเป็นประวัติศาสตร์ของเครื่องดนตรีไทยได้เป็น  4 สมัย ดังต่อไปนี้  

สมัยสุโขทัย ซึ่งชาวไทยเรานั้นมีความสนุกสนานกับเครื่องเล่นดนตรีและร้องเพลงกันมากดังที่ปรากฏหลังในศิราจารึกของพ่อขุนรามคำแหง  เครื่องเล่นดนตรีไทยในสมัยสุโขทัยได้จากวงดนตรีไทยสมัยนั้นได้แก่ วงแตรสังข์ ที่ใช้บรรเลงในเพลงพระราชพิธีต่างๆ ประกอบไปด้วย เครื่องดนตรีแตรฝรั่ง  แตรงอน ปี่”ไฉนแก้ว กลองชนะ บัณเฑาะว์ และมโหระทึก วงปี่พาทย์เครื่องประกอบด้วย ปี่ใน ฆ้องวง ตะโพน สังข์ กลอง ทัด และฉิ่ง เป็นต้น 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากไม่มีขั้นต่ำ

พ่อขุนรามคำแหง

พ่อรามคำแหงมหาราชนั้นหรือว่า  พญาร่วง หรือว่า พระบาทกมรเตงอัญศรีรามราช 

เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 3 ในราชวงค์พระร่วงแห่งอาณาจักรสุโขทัย และพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรงของไทยที่ได้รับการยกย่องเป็น มหาราชด้วยทรงที่ท่านนั้นบำเพ็ญพระราชกรณีกิจแก่แผ่นดิน และท่านยังได้รวบรวมอาณาจักรประเทศไทยได้กว้างและยังทรงประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้น ที่ทำให้ประเทศไทยนั้นมีตัวอักษรมีความรู้ ที่สืบทอดกันมามากกว่า 700ปี

  และเมื่อพ่อขุนรามนั้นมีอายุครบ 19 ปีนั้น ทรงได้ทำ ยุทธหัตถี และมีชัยชนะกลับมาและพระบิดานั้นได้ให้พระนามว่า พระรามคำแหง ที่แปลว่า พระรามที่กล้าหาญ และในราชบัณฑิตยสถานได้สันนิฐานว่าพระนามเดิมนั้นนั้นคือ ราม เพราะว่าเมื่อพระนามนั้นเมื่อเสวยราชย์แล้วว่า พ่อขุนราม

เพราะว่าในสมัยนั้นนิยมเอาชื่อของปู่นั้นมาตั้งชื่อให้หลานซึ่งตามพระราชนัดดาของพระองค์มีพระนามว่า  พระยาพระราม และเมื่อในเหตุการณ์การแย่งชิงราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา ตามพระราชพงศาวดารกรุงเก่า นั้นปรากฏเจ้าเมืองพระนามว่า พระยาบาลเมือง และ พระยาราม

พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 3 ของ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ กับนางเสือง  พระเชษฐาองค์แรกนั้นสิ้นพระชนม์ตั้งแต่พ่อขุนรามนั้นยังอายุน้อย และพระเชษฐาองค์ที่สองพระนามตามจารึกว่า  พระยาบานเมือง ซึ่งได้เสวยราชย์ต่อจากพระราชบิดา และเมื่อสิ้นชนม์แล้วเมื่อสิ้นพระชนม์แล้วก้มาเป็นพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็เสวยราชย์แทนต่อมา  การปกครองของพ่อขุนรามนั้นนั้นทรงไล่จัดอิทฺพลของเขมรออกไปจากกรุงสุโขทัยได้ในปราย พุทธศตวรรษที่ 18 การปกครองของกษัตริย์สุโขทัยได้ใช้ระบบ ปิตุราชาธิปไตย หือว่าพ่อปกครองลูก  เหมือนในจารึกของพ่อขุนรามคำแหง

โดยมีคำพูดว่า เมื่อชั่วพ่อกูกูบำเรอแก่พ่อกู กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก้พ่อกูกูได้หมากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยดี กูเอามาแก่พ่อกูกูไปตีหนังวังช้างได้ กูเอามาแก่พ่อกูกูไปท่อบ้านท่อเมือง ได้ช้างได้งาได้ปั๋วได้นางได้เงือนได้ทองกูเอามาเวนแก่พ่อกู

เศรษฐกิจและการค้า  โปรดสั่งให้สร้างทำนบกักน้ำที่เรียกว่า  สรีดภงส์ เพื่อที่จะนำน้ำนั้นไปใช้ในตัวเมืองสุโขทัยและแถวบริเวณที่ใกล้เคียง โดยที่อาศัยแนวคันดินที่เรียกว่า  เขื่อนพระร่วง จึงทำให้มีน้ำใช้ในการเพราะปลูกและอุปโภคในยามที่บ้านเมืองนั้นขาดแคลนน้ำ และทรงส่งเสริมการขายอย่างเสรีภาพในอาณาจักรที่ไม่เรียกเก็บภาษีหรือจังกอบจากพ่อค้าที่เข้ามาค้าขายในกรุงสุโขทัยดังคำจารึกบนศิลาจารึก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  วิธีเล่นบาคาร่าให้รวย

ศิลปินแห่งชาติที่ควรยกย่อง

นายยก ชูบัว ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โนรา)

แรงบันดาลใจในการแสดงโนรา

จากการที่ โนรายก ชูบัว สนใจในศิลปะการแสดงโนรามาตั้งแต่เด็ก จนได้เข้าไปคลุกคลี ฝึกฝน เรื่อยมา วันเวลาที่ได้สัมผัสการแสดงโนรา ทำให้ โนรายก ชูบัว รักศิลปะการแสดงแขนงนี้ และตัดสินใจใช้การแสดงโนราเป็นสิ่งที่หาเลี้ยงชีพ ซึ่งแรงบันดาลใจก็มาจากสาเหตุดังต่อไปนี้

  1. ด้วยความสำนึกในบุญคุณของหมอโนราที่ช่วยชีวิตตัวเองเอาไว้ในวัยเด็ก ทำให้ โนรายก ชูบัว มีความเลื่อมใสศรัทธาในหมอโนราเป็นอย่างมาก ส่งผลให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะเจริญรอยตาม โนราถั่วเขียว ที่ตนเชื่อว่าเป็นผู้บนบานสานกล่าวต่อครูโนรา และทำให้ตนรอดชีวิตมาได้จนถึงปัจจุบัน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ โนรายก ชูบัว ตัดสินใจฝึกฝนการแสดงโนราเรื่อยมา
  2. การที่ โนรายก ชูบัว เกิดที่จังหวัดพัทลุง ที่ซึ่งถือว่าการแสดงโนราเป็นที่นิยมและมีแสดงให้ดูอย่างแพร่หลายในพื้นที่นั้น ทำให้ โนรายก ชูบัว ได้ซึมซับเอาการแสดงโนราเข้าไปในชีวิต จากสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของตนเอง เกิดเป็นความชอบ และความหลงใหลในการแสดงโนรา จนสุดท้ายก็ตัดสินใจฝึกฝนโนราและยึดเป็นอาชีพ
  3. ครอบครัว และญาติผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือเป็นโนรา ทั้งยังช่วยสนับสนุน สั่งสอน โนรายก ชูบัว ได้เรียนรู้การเป็นโนรา เริ่มฝึกฝนตั้งแต่วัยเด็ก จนกลายเป็นความผูกพัน และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โนรายก ชูบัว
  4. การที่ โนรายก ชูบัว ได้มีโอกาสแสดงโนราอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน หรือตามสถานที่ต่างๆ ที่มีการจัดงานรื่นเริงทั่วไป ซึ่งจากการแสดงที่สวยงามถูกใจคนดู ทำให้ โนรายก ชูบัว ได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมาก นั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ โนรายก ชูบัว รักในการแสดงโนราเป็นอย่างมาก
  5. การได้รับคำชื่นชม และความนิยมในการแสดง โนราของ โนรายก ชูบัว รวมถึงการได้รางวัลต่างๆ มากมาย ยิ่งทำให้ โนรายก ชูบัว เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพการแสดงโนรา และหวังที่ยกระดับโนราให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป นั่นทำให้การแสดงโนราไม่ใช่เป็นเพียงแค่อาชีพเท่านั้น แต่มันกลายเป็นชีวิตของ โนรายก ชูบัว

จาก 5 เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น เราคงไม่ต้องสงสัยแล้วว่าทำไม โนรายก ชูบัว ถึงได้หลงใหล และรักการแสดงโนราเป็นชีวิตจิตใจขนาดนี้ และหวังที่จะพัฒนาโนราให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีกด้วย การอุทิศทั้งกายและใจของท่านให้กับโนรา ทำให้ท่านเหมาะสมและคู่ควรกับการเป็นศิลปินแห่งชาติในแขนงนี้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

 

 

สนับสนุนโดย   alpha88