ตำนาน ต้นกำเนิดของการกินข้าวสาร

ในสมัยก่อนนั้นคนไทยไม่ได้กินข้าวสารที่เป็นเม็ดข้าวสีขาวอย่างที่เรากินกันในปัจจุบันแต่พวกเขานั้นกินแก่นข้าวซึ่งแก่นข้าวนั่นก็หมายถึงเปลือกของข้าวด้วยการที่คาดว่าจะเติบโตมานั้นหากโตเต็มที่เข้ากันก็จะมีเปลือกแข็งๆอยู่เลยชาวบ้านนั้นก็จะนำเม็ดข้าวและเปิดแข็งนั้นมาตำให้ละเอียดนำเปลือกแข็งออกมาและนำเม็ดข้าวสีขาว ไปทิ้งและเลือกที่จะกินเปลือกแข็งนั้นแทน

โดยชาวบ้านมองว่าการที่กินเปลือกแข็งของเม็ดข้าวสารนี้นั้นคือเรื่องปกติและคิดว่าหากกินเม็ดข้าวสีขาวๆจะทำให้ตายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งได้มีครอบครัวหนึ่งที่มีลูกอยู่คนนึงซึ่งเป็นเด็กน้อยอายุประมาณ 2 ขวบมีอยู่วันหนึ่งที่เขานั้นร้องไห้หนักมากต่อให้พ่อแม่นั้นจะพยายามปลอบมากเท่าไรเท่านั้นก็ไม่หยุดร้องไห้สักทีด้วยความที่คุณแม่โมโหเธอจึงตอบไปว่าจะต้มเมล็ดข้าวสีขาวให้กินเมื่อเด็กน้อยอายุวัย 2 ขวบได้ยิน

เขาก็หยุดร้องไห้ทันทีแต่เมื่อคุณแม่เห็นว่าลูกหยุดร้องไห้แล้วไปต้องเปลือกข้าวซึ่งก็คือแก่นข้าวมาให้ลูกก็ร้องไห้ต่อด้วยความที่แม่โมโหแม่เลยเอาแก่นข้าวไปทิ้งแล้วเอาเม็ดข้าวสีขาวมาต้มให้ลูกกินลูกกินก็มีความสุขหัวเราะชอบใจและสักพักก็หลับไปด้วยความที่พ่อแม่ไม่รู้จนคิดว่าลูกของตัวเองนั้นตายไปแล้วจึงพากันร้องห่มร้องไห้

แต่เมื่อเด็กนั้นได้ยินเสียงพ่อแม่ร้องไห้เขาจะลุกขึ้นมาพ่อแม่จนถึงกับต้องตกใจหลายวันผ่านมา พ่อแม่นั้นก็มักจะต้มเมล็ดข้าวสีขาวให้ลูกกินและอยากรู้ว่าทำไมลูกถึงชอบนักหนาพวกเขาจะลองกินและพบว่ามันนั้นมีรสชาติอร่อยกว่าแก่นข้าวซะอีกหลังจากนั้นไม่นานพวกเขานั้นก็เริ่มไปบอกกับทุกคนครับเมล็ดข้าวสีขาวนั้นกินได้และมีรสชาติที่อร่อยกว่าเปลือกข้าวเป็นอย่างมากมันก็เลยกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้เรานั้นไม่กินเปลือกข้าวและก็ได้นำเมล็ดข้าวมากินกันนั่นเองค่ะ

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าแค่การกินข้าวสารนั้นมันจะมีตำนานพวกนี้อยู่นอกจากนั้นก็ยังคงไม่น่าเชื่ออีกทีว่าคนเราในสมัยก่อนนั้นคิดว่าเมล็ดข้าวที่แสนอร่อยเหล่านั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้พวกเขาตายแต่เราก็ต้องขอบคุณบรรพบุรุษของเราแล้วก็ เด็กน้อยคนนั้นที่ได้ทำการสอนให้ทุกคนได้รู้ว่าเปลือกข้าวนั้นอร่อยน้อยกว่าเมล็ดข้าว สีขาวบริสุทธิ์

 

 

สนับสนุนโดย   สมัครจีคลับ ไม่มีขั้นต่ำ

ศิลปะการแต่งหน้าให้สวยงาม

การแต่งหน้าเป็นการเสริมแต่งให้ใบหน้าของเรานั้นดูดีมากขึ้น ปัจจุบันการแต่งหน้าถือว่าเป็นศิลปะที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนเรานั้นหันมาใส่ใจกับใบหน้าเพื่อความสวยงามมากขึ้นและการแต่งหน้าไม่เป็นเพียงการเสริมสร้างความงามบนใบหน้าเท่านั้นแต่ยังถือว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยในการเสรอมสร้างบุคลิดภาพให้กับคนคนนั้นด้วย

การแต่งหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญของผู้หญิงในปัจจุบันมากขึ้นและถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำในทุกๆวันด้วย ดังนั้นจึงถือว่าผู้หญิงดดยส่วนใหญ่ที่แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางค์นั้นมีการใช้ศิลปะต่างๆเข้ามาเพื่อเป็นเทคนิคและทำให้ตัวเองนั้นเกิดความมั่นใจในการแต่งหน้า

การสร้างโครงให้กับใบหน้า ถือว่าถ้าหากไม่มีความชำนาญหรือความมีศิลปะในหัวใจนั้นก็ถือว่าการสร้างโครงทำได้ยาก เพราะผู้แต่งห้าไม่มีจิตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ที่จะสร้างกรอบหรือโครงหน่ให้กับตัวเองนั่นเอง ดังนั้นการสร้างกรอบหน้า โครงหน้าจึงจำเป็นจะต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่าศิลปะเพื่อนำมาใช้และผสมผสานกับเครื่องสำอางค์ที่มีให้ได้มาซึ่งความสวยงามของกรอบหน้าและโครงหน้า นั่นเอง

โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่แต่งหน้านั้นจะต้องมีการวางกรอบหน้าและโครงสร้างของหน้าก่อนด้วยว่า หน้าของเรานั้นจะต้องทำกรอบหรือมีโครงสร้างบนใบหน้าอย่างไร และการสร้างกรอบหน้านั้นสามารถที่จะทำได้โดยการใช้แปรงแต่งหน้าและเครื่องสำอางที่คุ้นเคยอย่างเฉดดิ้งนั้นมาสร้างกรอบโดยถ้าหากต้องการหน้าที่เรียวเล็กก็จะต้องทำการสร้างกรอบที่เข้มในบริเวณข้างแก้มช่วงกรามและสันจมูก

เพื่อให้กรอบหน้าของเรานั้นดูชัดและสิ่งนี้ถ้าหากขาดจินตนาการและศิลปะในการแต่งนั้นก็จะทำให้หน้าของเรานั้นออกมาไม่สวยได้ การใช้ศิลปะเพื่อการสร้างกรอบและโครงสร้างหน้านั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

การใช้เทคนิคในเรื่องของสีเข้ามาเป็นตัวเพิ่มสีสันให้ใบหน้า ถือเป็นสิ่งที่เรียกว่าศิลปะเช่นกัน เพราะการที่เราจะสามารถใช้สีต่างๆเพื่อใช้ในการแต่งหน้าให้ออกมาสวยงามนั้นความรู้เรื่องของโทนสีจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากเช่นกัน การที่เรานั้นรู้เกี่ยวกับหลักการของสรทางศิลปะจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้การแต่งหน้าของเราราบรื่น สวยงามแล้วนั้นการใช้เทคนิคสีเข้ามาช่วยในการสร้างสรรค์การแต่งหน้านั้นยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความแปลกใหม่ให้กับใบหน้าด้วย 

ไม่ว่าจะอย่างไรการแต่งหน้าก็ถือเป็นศิลปะที่มีความนิยมอีกแขนงหนึ่ง เพราะบางครั้งไม่ใช่เพียงแต่การแต่งหน้าอย่างไรให้สวยงามให้มีความมั่นใจแต่ศิลปะการแต่งหน้าก็ยังมีการแต่งหน้าอีกมากมายที่มีการนำศิลปะเข้ามาร่วมด้วย และการแต่งหน้าโดยใช้ศิลปะโดยตรงเพื่อสร้างความแปลกและแตกต่างมากขึ้นไปได้อีกด้วย ศิลปะจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราแม้กระทั่งในตอนที่เราแต่งหน้า

 

สนับสนุนโดย  gclub

ตำนานยักษ์แห่งโจทันฮาย ( Giants of Jotunheim )

          ตำนานที่เรากำลังจะพูดถึงกันนี้เป็นตำนานที่เกิดขึ้นทางประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เป็นตำนานที่เกี่ยวกับเทพเจ้า ซึ่งคนในแถบสแกนดิเนเวียนี้มีความเชื่อเกี่ยวกับโลกทั้งเก้า ที่มีดินแดนหนึ่งที่มีพื้นที่อยู่ในป่าทึบ แต่มีความหนาวเย็นและมีแต่ความแห้งแล้งกว้างใหญ่ไพศาล สุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียวซึ่งดินแดนแห่งนี้มีชื่อเรียกว่าโยทันฮาย ซึ่งทีนี่จะเป็นที่อยู่ของบรรดาเหล่ายักษ์ทั้งหลาย หรือที่เรามักเรียกยักษ์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ว่ายักษ์น้ำแข็งนั่นเอง

ยักษ์ที่นี่แต่ละตัวจะมีรูปร่างหน้าตาที่ไม่เหมือนกัน แต่ละตัวก็จะมีหน้าตาที่แตกต่างกันออกไป แต่ที่พวกมันจะเหมือนกันมากนั่นก็คือพวกมันมีหน้าตาที่น่าเกลียดและน่ากลัวอย่างมากและที่สำคัญพวกมันนั้นจะมีเขี้ยวและเล็บตามร่างกายอีกด้วย  นอกจากยักษ์เหล่านี้จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งแล้ว ยักษ์น้ำแข็งเหล่านี้ ว่ากันว่าจะมีเวทมนต์ที่แกร่งกล้าอีกด้วย และแน่นอนด้วยความแข็งแรงและเก่งกาจแบบนี้นี่เอง ทำให้เทพเจ้าที่ชื่อว่า ทอร์มักจะมีการบุกเข้าไปในดินแดนของยักษ์โยทันฮายเพื่อเข้าไปต่อสู้หวังจะล้างบางเหล่าบรรดายักษ์น้ำแข็งเหล่านี้อยู่เป็นประจำนั่นเอง 

แต่ถึงแม้ว่ายักษ์น้ำแข็งเหล่านี้จะดูเหมือนว่าพวกนั้นเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายและไม่น่าคบค้าสมาคมด้วย แต่ว่ามีตำนานพูดถึงเทพเจ้าบางองค์ในแอตการ์ดที่ยังคงมีความสัมพันธ์ หรือสืบเชื้อมีสายพันธ์มาจากยักษ์ในโยทันฮายด้วยเช่นกัน อย่างเช่นเทพเจ้าที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี อย่างเทพเจ้าโลกิ  ซึ่งเราจะสามารถดูข้อมูลนี้ได้จากการที่มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ให้ได้ดูกันทั่วโลกอยู่ในตอนนี้

ซึ่งชื่อภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับยักษ์น้ำแข็งนี้ก็คือ เรื่องเทพเจ้าทอร์ เทพเจ้าสายฟ้านั่นเอง  ซึ่งหากใครที่ได้เคยดูหนังเรื่องทอร์แล้วละก็จะรู้ถึงความเป็นมาของสายสัมพันธ์ของยักษ์น้ำแข็งกับเทพเจ้าโลกิ ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว 

         อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็คือตำนานทีมีการพูดถึงกันอย่างมากและนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้เราหลายคนได้ชมกัน แต่ว่าตำนานก็คือตำนานไม่มีใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเรื่องราวเหล่านี้มีอยู่จริงหรือไม่ แต่ตำนานของแต่ละประเทศนั้นก็จะมีเรื่องราวที่เล่าแตกต่างกันออกไป สำหรับตำนานเหล่านี้เป็นเรื่องเล่าที่ฟังดูคล้ายกับนิทานแต่คนในสมัยโบราณต่างก็มีความเชื่อกันมาแบบนี้และมีการเล่าสืบต่อกันมาเพื่อหวังให้เรื่องราวเหล่านี้จะสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินนั่นเอง

 

ขอขอบคุณ  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ  ที่ให้การสนับสนุน