Skip to main content

The Middle Ages

The Middle Ages หรือที่เรียกกันว่ายุคกลางเป็นยุคที่มักจะเรียกว่าเป็นยุคแห่งความมืดมนหรือยุคมืดแห่งศิลปะ เพราะก่อนจะมาสู่ในช่วงยุคกลางนั้นก็เป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรื่องทางด้านศิลปะอย่างมากในช่วงยุคกรีกโรมันมาก่อนนั่นเอง พอหลังจากช่วงยุคกรีกโรมันและเข้าสู่ช่วงยุคกลางแล้วนั้น การเจริญเติบโตทางด้านศิลปะเป็นสิ่งที่มีการถดถอยลงทำให้ความเป็นศิลปะในยุคนั้น

ถือว่าไม่มีการเกิดใหม่และมีการสร้างสรรค์ในเรื่องของศิลปะที่น้อยมากเลยทีดี เปรียบเสมือนการถดถอยทางด้านสติปัญญาของมนุษย์ในยุคนั้นด้วยทำให้หลังจากยุคกลางไปลแวนั้นก็คือยุคของศิลปะเรอเนซองส์นั่นเองและถือว่าเป็นยุคที่มีการเกิดใหม่ของศิลปะจึงเป็นยุคที่มีความรุ่งเรื่องทางด้านศิลปะอย่างมากเลยนั่นเอง

แต่ถ่หากจะพูดไปแล้วนั้นจะว่ากล่าวยุคกลางว่าเป็นยุคแห่งความถดถอยทางด้านศิลปะสะทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะในยุคนั้นถือว่าเป็นยุคที่มีช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 400 ปลายๆไปจนถึงช่วงปี 1453 ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีการกินระยะเวลาในยุคกลางนั้นถือว่ายาวนานมากเลยทีเดียวแลพในช่วงระยะเวลาเป็นพันปีนั้นจะว่าการเจริญเติบโตทางด้านศิลปะในยุคกลางนั้นเป็นศิลปะที่ห่วยตลอดพันปีเลยนั้นก็ไม่น่าจะเป็นไปได้

ดังนั้นแล้วถ้าหากจะพูดถึงศิลปะในช่วงยุคกลางนั้นก็มีการเกิดขึ้นของศิลปะจำนวนมากมายแต่การเกิดขึ้นนั้นอาจจะเป้นการเกิดขึ้นของศิลปะในลักษระที่มีคระที่มีความคล้ายคลึงกันหรือเป็นศิลปะที่ไม่มีการเกิดขึ้นเป็นรูปแบบบใหม่ๆ และทำให้ในช่วงระยะเวลาเป็นพันๆปีนั้นศิลปะในยุคกลางจึงดำเนินไปอย่างคงเส้นคงวาและเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นเอง

สำหรับศิลปะในช่วงยุคนั้นถึงแม้จะเป็นยุคมืดของศิลปะแต่การเกิดขึ้นของศิลปะในยุคนั้นก็ถือว่ามึวามสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของวงการศิลปะก็ว่าได้ เพราะในช่วงนั้นเป็นช่วงของการเจริญเติบโตทางด้านศาสนาและมีการสนัยสนุนในเรื่องของศาสนามากกว่าศิลปะนั่นเอง ทำให้ในยุคนั้นผลงานทางด้านศิลปะจึงเน้นไปด้านงานสถาปัตยกรรมเป็นหลัก ดดยสิ่งที่น่าสนใจในความเป็นงานศิลปะในยุคกลางนั้นก็คือการสร้างโบสถ์หรือสถานที่ทางศาสนาก็ถือว่ามีความสวยงามตามแบบฉบับศิลปะในยุคกลางแต่เนื่องด้วยว่าศาสนาได้รับความนิยมมากกว่าศิลปะทำให้ ความเป็นศิลปะหรือความสวยงามนั้น

ไม่ได้มีความโด่ดเด่นและน่าสนใจจนจะทำให้ศิลปะในยุคนั้นเป็นยุคที่มีการเจริญรุ่งเรืองนั่นเอง ซึ่งประเภทที่เป็นศิลปะในยุคกลางนั้นก็คือ ศิลปะโกทิค ศิลปะแบบบารอก ศิลปะเรอเนซอส์หรือที่เรียกว่าฟื้นฟูศิลปะวิทยาและศิลปะแบบรอกโกโก ก็ล้วนเป็นศิลปะในยุคกลางทั้งสิ้น แต่ยุคเรอเนซองส์นั้นจะมีความพิเศษและเป็นยุคที่มีความน่าสนใจทางด้านศิลปะมากที่สุดของยุคกลางนั่นเองจึงทำให้ในบางครั้งยุคเรอเนซอส์มักจะถูกแยกออกจากยุคอื่นๆ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sa casino ฟรี300

เรียนศิลปะจบไปทำอะไรดี

ในแต่ละปีนั้นต้องยอมรับว่ามีนักศึกษาที่เรียนศิลปะและเรียนจบในสาขาอาชีพนี้จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวแต่มีจำนวนน้อยมากที่เรียนจบด้านนี้แล้วนั้นไปประกอบอาชีพด้วยการเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว แล้วที่เหลือสามารถจะทำอะไรได้บ้างหลายคนอาจจะกังวลว่าเรียนจบศิลปะแล้วจะไม่มีงานทำ แน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลในยุคนี้แล้วเพราะการเรียนจบศิลปะนั้นสามารถที่จะทำงานหรือนำศิลปะไปต่อยอดในการทำงานด้านอื่นๆ

ได้นอกจากการเป็นศิลปินนั่นเอง แตโดยส่วนใหญ่แล้วในบางครั้งนักศึกษาจะไม่ค่อยได้ค้นพบตัวเองในเวลาที่เร็วมากนัก การเตรียมพร้อมก่อนเรียนจบเพื่อให้เรานั้นเรีบยจบไปแล้วมีงานรองรับเลยนั้นจึงเป้นเรื่องสำคัญ และสถานศึกษาโดยส่วนให่ก็คำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยว่าเรียนจบศิลปะไปแล้วนั้นจะสามารถประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง

สิ่งแรกที่เป็นเป้าหมายหลักของนักศึกษาศิลปะหลังเรียนจบนั้นก็คือการได้ทำงานเป็นศิลปินหรือการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะอย่างเต็มตัว ซึ่งงานศิลปะนั้นก็มีมากมายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์โดยการวาดภาพ การสร้างสรรค์งานประติมากรรม รวมทั้งการนำศิลปะหลายๆประเภทมาประยุคและก่อให้เกิดความคิดสรร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ๆ

และมีการนำไปโชว์หรือจัดนิทรรศการสิลปะต่างๆ ซึ่งปัจจุบันการจัดนิทรรศการเพื่อให้ความรู้และเพื่อให้ความเพลิดเพลินนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับความสนับสนุนอย่างดีมากและการทำงานศิลปะในลักษณะนี้นั้นก็เป็นช่องทางแรกที่นักศึกษาที่เรียนจบสาขาศิลปะประเภทต่างๆมานั้นใฝ่ฝันและอยากที่จะทำ แต่ในบางครั้งด้วยจำนวนนักศึกษาหรือคนที่จบางด้านศิลปะมานั้นมีจำนวนมาก การสร้างสรรค์ศิลปะต่างๆจึงถือว่าการแข่งขันที่สูง

ทำให้หลายคนหันมาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเชิงพาณิชย์ คือไม่ได้เน้นในการสร้างสรรค์ด้วยการวาดภาพ การปั้น เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นำสิ่งเหล่านี้มาผสมผสานกับสินค้าที่สามารถขายได้ทั่วไป เช่นเครื่อประดับ กระเป๋า หรือสิ่งขิงที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ม่ว่าจะเป็นการนำศิลปะภาพวาดมาผสมผสานลงบนกระเป๋า เครื่องใช้ต่างๆด้วยการเย็บ ปีก สกรีนเป็นต้น 

ก็ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ศิลปะที่มีรูปแบบใหม่ให้คนได้เสพหรือสัมผัสกับศิลปะในรูปแบบอื่นๆนอกจากการชมภาพวาดหรือรูปปั้นนั่นเอง ซึ่งอาชีพนี้ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจสำหรับคนที่เรียนจบทางด้านศิลปะมาเพราะเป็นการสร้างผลงานที่มีความ Unique และเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ได้สูงเลยทีเดียว

ในปัจจุบันสื่ออนไลน์มีความสำคัญอย่างมากแน่นอนว่าคนที่จบการเรียนด้านศิลปะมานั้นมีความสำคัญกับการทำงานด้านนี้อย่างมากเพราะสื่ออนไลน์ต่างๆล้วนต้องการความคิดสร้างสรรค์และผู้ที่เรียนจบด้านศิลปะมักจะมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีทำให้อาชีพการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆผ่านสื่ออนไลน์นั้นก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับนักศึกษาที่จบด้านศิลปะมาด้วย อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะอาชีพใดการทำในสิ่งที่ชอบและสิ่งที่เรารักนั้นจะทำให้สิ่งที่เรานั้นทำออกมาดีและมีคุณค่าเสมอ

 

 

สนับสนุนโดย  ufabet บนมือถือ

ความลับที่ถูกซ่อนอยู่ในผลงานของ Edgar Degas

ในช่วงระหว่างปี 1876-1880 เป็นช่วงเวลาที่ Edgar Degas ได้มีการสร้างสรรค์ชิ้นงานทางศิลปะขึ้นมา ถึงแม้จะเป็นชิ้นงานที่มีความน่าสนใจแต่กลับไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนักและหนึ่งในชิ้นงานที่ Edgar Degas ได้สร้างสรรค์เอาไว้นั้นก็คือ Portrait of a woman เป็นชื่อที่มีความเหมาะสมดีกับภาพวาดนั้นอย่างมาก

เพราะนอกจากผู้หญิงที่สวมใส่ชุดดำในภาพวาดในภาพนั้นก็ไม่ได้มีอะไรอย่างอื่นที่น่าสนใจไปกว่าผู้หญิงชุดดำในภาพวาด จนเวลาล่วงเลยไปในปี 1922 ซึ่งเป็นยุคที่มีการค้นพบและมีการให้ความสนใจเกี่ยวกับผลงานชิ้นนี้ถึงแม้ Edgar Degas จะได้ล่วงลับไปแล้วเป็นเวลานานกว่า 100 ปี ผลงานของเขานั้นจึงได้มีการนำมาตรวจสอบและวิเคราะห์เพื่หารายละเอียดใหม่ๆ ที่จะสามารถนำไปสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะที่มากขึ้น

เมื่อมีการตรวจสอบและวิเคราะห์ภาพวาดดูแล้วนั้น ได้มีการค้นพบรายละเอียดและความเป็นเอกลักษณ์ในการวาดของ Edgar Degas แต่ก็ยังไม่ได้เป็นที่ตื่นเต้นในการวิเคราะห์สักเท่าไหร่นัก จนกระทั่งมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ภาพวาด ซึ่งเทคโนโลยีที่มีการนำเข้ามาตรวจสอบภาพวาดนั้นก็คือการ X-ray โดยการตรวจและวิเคราะห์ครั้งนี้นั้นถูกจัดขึ้นเมื่อปี2016และมีการใช้ระยะเวลาในการวิเคราะห์และตรวจสอบมากถึง33ชั่วโมง ก้ทำให้ได้พบกับความตื่นต้นที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ภาพหญิงสาวนั้นมีภาพของหญิงสาวอีกคนซ่อนอยู่ภายใต้หญิงสาวชุดดำและเมื่อมีการวิเคราะห์และมีการแยกออกมาจากกัน ก็พบว่ามีสไตล์การวาดที่มีความแตกต่างกันออกไป ต่างจากฝีแปรงปกติที่มีการวาดของ Edgar Degas 

ซึ่งก็มีการตั้งข้อสันนิษฐานมากมาย ว่ามีสิ่งใดที่ผิดปกติหรือมีอะไรเกิดขึ้นกับภาพวาดภาพนี้ แต่ก็ได้มีการวิเคราห์และหาคำตอบโดยละเอียดเลยสรุปได้ว่า Edgar Degas นั้นอาจจะมีการนำภาพใบเก่าๆมาวาดทับ ทำให้เกิดภาพทับซ้อนเหล่านี้ขึ้นนั่นเอง แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าภาพวาดของ Edgar Degas นั้น

ก็คือการใช้เทคโนโลยีในการวิเคราห์และตรวจสอบภาพดังกล่าวที่สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้เพื่อวิเคราะห์การทำงานว่าจิตรกรแต่ละคนในอดีตนั้นมีการสร้างสรรค์หรือการทำงนในการวาดภาพอย่างไรมากกว่า 

ความลับที่เกิดขึ้นบนภาพวาดของ Edgar Degas ที่ได้มานั้นก็ทำให้เราทราบว่าในช่วงยุคนั้น ในยุคของ Edgar Degas นั้นการเป็นจิตรกรที่ดี จะต้องมีการใช้ทรัพยากรและใช้ชีวิตอย่างมัธยัดด้วยและรู้จักการที่จะปล่อยวางไม่ยึดติดกับผลงานภาพวาดเก่าๆที่ตนเองนั้นสร้างสรรค์ขึ้นมา และมีการนำผ้าใบที่ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานนั้นกลับมาใช้หรือกลับมารีไซเคิล

เพื่อใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆอีกครั้ง ถึงแม้จะเป็นความลับที่ไม่ได้น่าตื่นเต้นนัก แต่อย่างน้อยการค้นพบสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ผลงานของ Edgar Degas นั้นกลับมาเป็นที่นิยมและเป็นสิ่งที่หลายคนที่ชื่นชอบในผลงานด้านภาพวาดนั้นจะต้องดูให้ได้สักครั้งหนึ่ง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวมาจาก  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

3 ภาพที่มีราคาแพงที่สุดของ Vincent van Gogh

Vincent van Gogh หรือที่เราอาจจะรู้จักกันดีในชื่อ แวน โก๊ะ ศิลปินชื่อดังชาวดัตซ์ ที่มีชื่อเสียงด้านการวาดภาพในช่วง 3 ปีหลังของชีวิต แวน โก๊ะ เกิดในปีคริสต์ศักราช 1853 ช่วงชีวิตในสมัยเด็กของเขานั้นไม่ได้ดีมากนัก เขาจำต้องเริ่มทำงานเพื่อดูแลตนเองตั้งแต่อายุได้เพียงแค่ 16 ปี และไม่ได้มีงานประจำที่มั่นคงสักเท่าไหร่ เพราะเขานั้นเปลี่ยนงานอยู่เสมอ จนถึงอายุได้ 27 ปี 

ในวัย 27 ปี แวน โก๊ะ ก็ผันตนเองมาเป็นจิตกรอย่างสุดกำลัง ซึ่งใน 5 ปีถัดมา แวน โก๊ะ ก็ส่งผลงานชิ้นยอดเยี่ยมชิ้นแรกเข้าสู่วงการภาพวาดที่มีชื่อว่าThe Potato Eaters ซึ่งโด่งดังมากในปัจจุบัน แต่ว่าอย่างที่ทราบกันว่า ณ ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้นผลงานไม่ได้เป็นที่นิยมเท่าไหร่ ทำให้เขานั้นสามารถขายภาพของเขาที่มีชื่อว่า Starry Night  ได้เพียงภาพเดียวในตลอดชีวิต แต่ปัจจุบันผู้คนต่างให้ความสนใจกับรูปวาดของ แวน โก๊ะ มากขึ้นทำให้ภาพวาดของเขามีราคาที่สูง โดย 3 ภาพ ที่มีราคาแพงที่สุดของเขา ได้แก่

1.Portrait of Dr. Gachet

บุคคลในภาพ คือ นายแพทย์ โปล กาแช ซึ่งเป็นหนึ่งในเพื่อนซี้ของแวน โก๊ะ ภาพนี้เขียนขึ้นในคริสต์ศักราช 1890 ซึ่งนับได้ว่าเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตแวน โก๊ะ รูปนี้ถูกขายออกไปหลายทอดแล้ว และในปีคริสต์ศักราช 1990  ก็สามารถขายได้ในราคาสูงสุดถึง 82.5 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา คิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,500  ล้านบาทไทย และ ณ ปัจจุบัน รูปนี้มูลค่าสูงถึง 137.7 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา คิดเป็นเงินไทยประมาณ4,000 ล้านบาท 

2.Portrait of Joseph Roulin

บุคคลในรูป คือ เพื่อนซี้อีกคนของแวน โก๊ะ  ภาพนี้ถูกวาดขึ้นในช่วงเวลาที่ แวน โก๊ะ ย้ายไปอยู่ที่เมืองหนึ่งในฝรั่งเศส  นอกเหนือจากภาพนี้แล้ว  แวน โก๊ะ ยังคงวาดภาพเหมือนบุคคลอื่นๆ ในครอบครัวของเพื่อนคนนี้อีกด้วย ปัจจุบันภาพนี้มีมูลค่าถึง 103.8 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,300 ล้านบาท

3.Portrait de l’artiste sans barbe

ถึงแม้ว่าแวน โก๊ะ จะวาดรูปเสมือนจริงของตัวเขาเองบ่อยๆ แต่ว่านี่เป็นรูปเหมือนของเขาที่พิเศษและหาดูได้ยากมาก เพราะในรูปนี้เขานั้นได้มีการโกนหนวดเคราทั้งหมดออก ซึ่งปกติเขาไม่ได้ทำ ทำให้รูปนี้หาดูได้ยาก และดูออกจะผิดหูผิดตา ต่างจากตัวจริงของเขาที่ไม่ค่อยจะโกนหนวดเคราสักเท่าไหร่  และสิ่งที่ทำให้ภาพนี้ดูมีคุณค่ามากขึ้น เนื่องจากเขาได้วาดภาพนี้ให้แม่ก่อนที่จะสูญเสียชีวิตในปีนั้น ทำให้ภาพมีราคาแพง ปัจจุบันภาพนี้มีมูลค่าถึง 101 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,200 ล้านบาท

นอกเหนือจาก 3 ภาพนี้แล้ว แวน โก๊ะ นั้นยังมีผลงานที่มีชื่อเสียงและมูลค่าสูงอีกหลายชิ้น ถึงแม้ว่าในช่วง 10 ปีที่เขาหันหน้าเข้าสู่วงการการวาดภาพจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ทำให้ตัดสินใจจบชีวิตตนเองลงไป แต่ในตอนนี้ผลงานของเขากลับมีชื่อเสียงอย่างมาก ซึ่งถ้าหากแวน โก๊ะ ไม่ตัดสินใจเช่นนั้น ณ ตอนนี้เราคงจะเห็นผลงานชั้นเยี่ยมอีกมากมายของเขา

 

 

สนับสนุนโดย   ดูบอลสด