Skip to main content

ประวัติ ของพระถังซัมจั๋ง

       สำหรับเรื่องราวของพระถังซัมจั๋งนั้นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงและถูกนำมาดัดแปลงเป็นนิยายและตัวละครต่างๆมากมายในเรื่องของตำนานไซอิ๋วซึ่งพูดถึงพระภิกษุสงฆ์องค์หนึ่งที่เดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดียระหว่างการเดินทางก็จะพบเจอกับอุปสรรคมากมายกับปีศาจหลายๆตัวที่ต้องการกินเนื้อของพระถังซัมจั๋งโดยมีความเชื่อว่าหากใครได้กินเนื้อของพระถังซัมจั๋งแล้วจะสามารถอายุยืน

แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้วพระสังข์ทำจากนั้นเป็นแค่เพียงประชาชนคนหนึ่งซึ่งได้มีโอกาสบวชเรียนในช่วงที่มีอายุประมาณ 13 ปีซึ่งในขณะนั้นได้บวชเป็นสามเณรโดยไม่ถามซ้ำจากนั้นเป็นผู้ที่ชื่นชอบศึกษาเกี่ยวกับธรรมะเป็นอย่างมากดังนั้นพระสังข์ซัมจั๋งจึงมีความสามารถในการแสดงทำมาเทศนาสั่งสอนผู้คนอย่างไรก็ตามในสมัยที่พระถังซัมจั๋งพร้อมบทเรียนใหม่ๆนั้น

พระสังข์ซัมจั๋งเกิดอยู่ในราชวงศ์ซุยแต่ต่อมาราชวงศ์ดังกล่าวนั้นได้สูญสิ้นลงและมีการเปลี่ยนราชวงศ์ใหม่มาเป็นราชวงศ์ถังนับตั้งแต่นั้นถ้าถังซัมจั๋งจึงได้คิดจะเดินทางไปศึกษาพระธรรมยังชมพูทวีปโดยเดินทางไปประเทศประเทศอินเดียซึ่งได้มีการปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรประวัติศาสตร์ของประเทศจีนว่าพระถังซัมจั๋งออกเดินทางไปในช่วงปีพุทธศักราช 1170 โดยระหว่างทางที่เดินไปที่ประเทศอินเดียนั้น

ก็ผ่านเรื่องราวต่างๆมากมายผ่านเมืองหลายเมืองซึ่งพระถังซัมจั๋งต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางไปที่ประเทศอินเดียและยังเดินทางกลับมาที่เมืองจีนรวมแล้วระยะเวลาทั้งสิ้นต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่า 19 ปีด้วยกันซึ่งถ้านับเป็นระยะทางในการเดินไปกลับนั้นก็มีระยะทางมากกว่า 50,000 ลี้โดยทุกครั้งที่ผ่านไปยังเมืองไหนก็จะมีการแสดงพระธรรมเทศนาตามเมืองต่างๆเหล่านั้นด้วย

ซึ่งว่ากันว่าในช่วงที่พระถังซัมจั๋งเดินทางไปที่ประเทศอินเดียนั้นได้มีการและแสดงพระธรรมเทศนาถึง 110 แคว้นด้วยกัน  ซึ่งนับว่าเป็นการเดินทางที่ใช้ระยะเวลาอย่างยาวนานเป็นอย่างมากหลังจากที่เดินทางกลับมาถึงประเทศจีนแล้วก็ถังซัมจั๋งก็ได้นำพระไตรปิฎกที่นำมาจากประเทศอินเดียมาเก็บไว้ที่เมืองหลวงด้วยซึ่งในสมัยนั้นมีการปกครองโดยพระเจ้าถังไท่จงซึ่งพระองค์นั้นเป็นคนที่นับถือศาสนาและเลื่อมใส

ในหลักคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งพระถังซัมจั๋งนั้นใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงที่เมืองเสียงอ่านจนในที่สุดก็ได้มรณภาพไปในช่วงปีพุทธศักราช 1207 นั่นเอง ส่วนตำนานในละครนั้นจะกล่าวถึงพระถังซัมจั๋งที่จะมีลูกศิษย์อยู่ 3 คนที่คอยช่วยเหลือพระถังซัมจั๋งเดินทางไปแสวงบุญยังชมพูทวีปซึ่ง 1 ตัวละครนั้นจะมีไซอิ๋ว   ตือโป๊ยก่าย  และปีศาจวัวกระทิงซึ่งถูกมาสร้างเป็นละครอยู่หลายครั้งด้วยกันทำให้หลายคนอาจจะงงๆเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของพระถังซัมจั๋งที่เป็นของจริงกับประวัติของพระถังซัมจั๋งจากในนิยายนั้นเอง

 

สนับสนุนโดย.  คาสิโน ปอยเปต

พ่อเพลงสุพรรณฯ พูดคุยเรื่องร้องเพลง ที่แสดงถึงศิลปวัฒนธรรม

        การร้องเพลงคือศิลปะอย่างหนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้เพลงแบ่งออกเป็น 2 แบบโดยมีเป็นเพลงสมัยใหม่และเป็นเพลงพื้นบ้านในวันนี้มีข่าวรายงานเกี่ยวกับเรื่องของการจัดนิทรรศการงานสโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนาซึ่งผู้ที่มาคุยและแลกเปลี่ยนความรู้ให้กับคนที่สนใจเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมเพลงคือพ่อเพลงเมืองสุพรรณซึ่งท่านมีอายุมากถึง 71 ปีแล้ว

แต่ปัจจุบันก็ยังคงมีการเปิดการแสดงเกี่ยวกับเรื่องของการร้องเพลงซึ่งพ่อเพลงเมืองสุพรรณนี้เชื่อว่าหลายคนอาจจะมารู้จักแต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่หากไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องของเพลงพื้นบ้านว่าจะไม่รู้จักชื่อท่านโดยปัจจุบันนั้นคนที่ร้องเพลงพื้นบ้านค่อนข้างมีน้อยเนื่องจากว่าคนส่วนใหญ่นั้นหันมานิยมร้องเพลงทั่วไปที่เป็นเพลงปัจจุบันแทน

สำหรับเพลงพื้นบ้านที่มีคนร้องและจัดการแสดงอยู่ในตอนนี้นั่นก็คือนายสุจินต์ศรีประจันต์  โดยประวัติของท่านนั้นว่ากันว่าท่านหัดเล่นเพลงพื้นบ้านมาตั้งแต่ท่านยังเด็กอายุเพียงแค่ 13 ปีก็เริ่มเล่นเพลงพื้นบ้านและนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมาท่านก็ร้องเพลงพื้นบ้านมาโดยตลอดและปัจจุบันนี้ท่านก็ยังมีการร้องเพลงพื้นบ้านซึ่งถ้าหากใครสนใจที่จะฟังเพลงพื้นบ้านพ่ออยากรำลึกถึงวัฒนธรรมเพลงที่เป็นเพลงพื้นบ้านของไทย

ก็สามารถที่จะว่าจ้างท่านได้เพราะในตอนนี้นับแต่ว่ามีท่านเป็นคนเดียวที่มียังเปิดการแสดงเพลงพื้นบ้านอยู่เพราะรุ่นท่านนั้นต่างก็พากันเสียชีวิตไปหมดแล้วท่านยังเคยบอกด้วยว่าในสมัยก่อนนั้นท่านไปร้องเพลงพื้นบ้านตามพื้นที่ต่างๆเลยไปถึงภาคใต้แล้วก็เคยร้องเพลงเกี่ยวกับการเมืองจนขนาดที่ถูกนายกรัฐมนตรีช่วงนั้นเรียกเข้าไปคุย

สำหรับการร้องเพลงพื้นบ้านนั้นปัจจุบันนี้ค่อนข้างหายากเพราะคนที่ฟังก็จะเป็นคนเก่าคนแก่คนสูงอายุแล้วเพราะกลุ่มวัยรุ่นเองก็ไม่ค่อยสนุกๆที่จะฟังเพลงพื้นบ้านมากนักดังนั้นการที่จะหาเพลงพื้นบ้านฟังจึงค่อนข้างหายาก แต่จริงๆแล้วเพลงพื้นบ้านถือว่าเป็นศิลปะวัฒนธรรมของไทยอย่างหนึ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้ดังนั้นจึงมักมีการจัดงานแสดงเกี่ยวกับเรื่องของศิลปะวัฒนธรรมไทยเพื่อเป็นการให้คนรุ่นใหม่ระลึกถึงอย่างเพลงพื้นบ้านที่เราพูดถึงกันก็คือพวกเพลงอีแซวซึ่งตอนนี้หาฟังได้ยากมากแล้วนั่นเองซึ่งล่าสุดได้มีการจัดงานเมื่อวันที่ 27 เดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2563

เกี่ยวกับการเสวนาเรื่องของวัฒนธรรมโดยหัวข้อที่มีการจัดเสวนานั้นก็คือพื้นบ้านชานเมืองวิถีชาวบ้านไทยในบทเพลงนับได้ว่ายังคงมีคนสนใจที่จะสานต่อวัฒนธรรมไทยอยู่ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยเห็นบ่อยนักก็ตาม

 

สนับสนุนโดย.  gclub slot ทดลองเล่น

คนเรียนศิลปะจบมาแล้วไม่ค่อยมีงานทำจริงหรือไม่?

          เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยผ่านการถูกพ่อแม่ต่อต้านวิชาที่เราจะลงเรียนกันมาบ้างซึ่งก็หาใครเรียนตามที่พ่อแม่อยากเรียนคุณก็จะสามารถเรียนได้อย่างสบายใจไม่ต้องมานั่งทะเลาะกับพ่อกับแม่แต่ถ้าใครก็ตามที่โรงเรียนในสาขาวิชาที่พ่อกับแม่เห็นว่าเรียนมาแล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลยก็มักจะถูกการห้ามปรามการทุสิ่งและการทะเลาะเบาะแว้งกันในครอบครัวกว่าที่คุณจะสามารถเรียนวิชาที่คุณอยากเรียนได้

ซึ่งวิชาที่มักจะได้รับการต่อต้านจากผู้ปกครองนั่นก็คือการเรียนวิชาศิลปะนั่นเอง  เพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังคงเป็นคนหัวโบราณที่มักมองว่าเรื่องของศิลปะนั้นก็คือการที่เราอาจจะมีการปั้นเครื่องปั้นดินเผาหรือไม่ก็เป็นแค่การวาดรูปอย่างเดียวเท่านั้นดังนั้นหากเรียนวิชาศิลปะไปพวกเขามักจะเชื่อกันว่าลูกหลานของพวกเขานั้นจะหางานทำได้ยากอีกทั้งเงินเดือนก็ยังน้อยอีกด้วยแต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่เรียนจบศิลปะมาสามารถแตกแขนงไปทำอาชีพอื่นๆได้หลายช่องทางเลยทีเดียว

และสามารถสร้างรายได้ให้กับเด็กที่จบมาได้อย่างมากเช่นเดียวกันเพราะจริงๆแล้วการที่เรียนศิลปะนั้นคุณไม่จำเป็นต้องออกมาเป็นนักวาดรูปอย่างเดียวเพียงเท่านั้นคุณสามารถที่จะไปทำงานด้านอื่นๆได้เหมือนกับเรียนวิชาอื่นๆทั่วไปเช่นคุณสามารถเปิดร้านทำอาหารและนำความรู้ด้านศิลปะของคุณมาประกอบในการทำขนมออกมาให้หน้าตาน่ารับประทาน

หรือถ้าหากใครมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการทำอาหารทำกับข้าวคุณก็สามารถนำงานศิลปะของคนนั้นมาจัดจานให้มีความสวยงามน่าสนใจซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นขนมหรืออาหารหากมีการจัดออกมาดูสวยงามคนก็มักอยากจะมากินเพราะคนในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นคนที่เน้นการเล่นโซเชียลมีเดียดังนั้นอันดับแรกที่พวกเขาจะทำหลังจากที่สั่งอาหารมาถึงโต๊ะแล้วก็คือการถ่ายรูปภาพอาหารน่าตาน่ารักสวยๆลงโชว์ใน Facebook หรือ Instagram ดังนั้นทางร้านเรามีจุดเด่นในเรื่องของการจัดสถานที่สวยงามหรือการทำขนมที่หน้าตาน่ารักๆประธานก็จะช่วยให้อาหารของเรานั้นขายดีได้

ซึ่งผลพวงก็จะมาจากการที่เรามีความรู้ด้านศิลปะนั่นเองอีกทั้งยังมีสายอาชีพอื่นๆที่คนที่จบงานด้านศิลปะมาสามารถทำได้ไม่ว่าจะเป็นอาชีพดีไซเนอร์หรือแม้แต่อาชีพช่างแต่งหน้าทำผมม้วนแต่ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของศิลปะด้วยกันทั้งนั้นหรือแม้แต่อาชีพที่เปิดร้านสักซึ่งคนเหล่านี้ถ้าหากเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับงานศิลปะเลย

พวกเขาก็จะไม่สามารถทำงานออกมาได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพและก็จะไม่มีลูกค้าไปใช้บริการของเขาดังนั้นอาชีพศิลปะนั้นสามารถที่เรียนมาแล้วจบและสามารถประกอบอาชีพอื่นๆได้มากมายนอกจากที่กล่าวมาข้างต้นอย่างแน่นอน ซึ่งถ้าหากเรายังเข้าใจผิดว่าศิลปะนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเรียนนั้นควรจะมีการเปลี่ยนทัศนคติใหม่ได้แล้ว

 

สนับสนุนโดย    แทงมวยยกต่อยก

ตำนานอาถรรพ์ตำหนักเขียว ในกรุงเทพ

            ในกรุงเทพฯจะมีตำหนักหนึ่งที่ชื่อว่าตำหนักเขียวซึ่งตำหนักแห่งนี้นั้นเป็นตำหนักที่แต่เดิมนั้นเป็นที่อยู่ของสมเด็จพระองค์หญิงขาวซึ่งพระองค์นั้นเคยประทับอยู่ที่นี่ช่วงที่พระองค์ยังทรงมีพระชนมายุอยู่หลังจากที่ตรงนั้นเสียชีวิตตำหนักนี้ก็ถูกปล่อยให้ทิ้งร้างซึ่งชาวบ้านเล่ากันว่าบริเวณตำหนักแห่งนี้นั้นตั้งแต่ถูกทิ้งให้รกร้างชาวบ้านก็มักจะได้ยินเสียงแปลกประหลาดออกมาจากตัวตำหนักเป็นอย่างมาก

           ซึ่งบางคืนกลับบ้านก็มักจะได้ยินเสียงดนตรีไทยหรือแม้แต่ได้ยินเสียงร้องไห้ของผู้หญิงรวมถึงยังได้เห็นไฟที่พระตำหนักนั้นมีการเปิดทิ้งไว้ซึ่งทางที่จริงแล้วตามหลักนั้นไม่มีใครอยู่และมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเต็มไปหมดอย่างไรก็ตามแต่ทางการได้มีการเตรียมตัวเข้ามาบูรณะซ่อมแซมพระตำหนักเขียวจึงได้ให้พวกช่างทั้งหลายได้มาพักอาศัยอยู่ในตำหนักเพื่อทำการซ่อมแซมตำหนักแห่งนี้และช่างก็ได้เจอกับเรื่องราวประวัติมากมายที่เรียกว่าเป็นอาถรรพ์ของตึกเขียวเลยทีเดียว

              ตัวอย่างเช่นที่คนงานมักจะได้เห็นกันนั่นก็คือมักจะได้ยินเสียงหญิงสาวเล่นกันส่งเสียงดังมาจากบริเวณกลางห้องของตึกเขียวหรือลูกคนงานคนหนึ่งได้มีการวิ่งเล่นในช่วงเวลากลางคืนซึ่งเมื่อพ่อแม่ถามเขาก็บอกว่าเขากำลังเล่นกับเพื่อนเมื่อถามถึงลักษณะรูปพรรณของเพื่อนที่เด็กเล่าให้ฟังก็คือเป็นเด็กชายนุ่งโจงกระเบนไว้ผมจุกที่สำคัญเด็กชายยังชี้ไปให้พ่อแม่ดูด้วยว่าเพื่อนใหม่ของเขานั้นยืนอยู่ด้านหลังของพ่อแม่ซึ่งเมื่อพ่อแม่หันไปก็ไม่เห็นเด็กชายไว้ผมจุกคนดังกล่าวจึงทำให้เราคนงานต่างพากันเชื่อว่าที่ตึกเขียวแห่งนี้มีอาถรรพณ์และมีผีอยู่อย่างแน่นอน

              อย่างไรก็ตามแต่สิ่งที่สร้างความน่ากลัวให้กับคนงานและชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้นเป็นอย่างมากก็คือมีอยู่วันหนึ่งมีคนงานคนหนึ่งกินเหล้าเมาหลังจากนั้นก็ไปนอนอยู่บริเวณชั้นล่างของตัวอาคารตำหนักเขียวซึ่งบริเวณที่คนงานชายคนดังกล่าวนั้นนอนอยู่ก็คืออยู่ตรงบริเวณด้านหน้าของรูปภาพของสมเด็จพระองค์หญิงขาวและในตอนเช้านั้นเองเราคนงานเข้ามาพบว่าคนงานชายที่เมามากในช่วงเวลาตอนกลางคืนนั้นได้เสียชีวิตลงซึ่งไม่สามารถหาสาเหตุของการเสียชีวิตได้ทำให้เรื่องราวอาถรรพ์นี้กลายเป็นที่โจษจันไปทั่ว

               ชาวบ้านต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าช่วงที่ชายคนดังกล่าวมาอยากจะไปทำกิริยาที่ไม่ดีต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์หญิงขาวทำให้พระองค์เกิดความไม่พอใจจนเป็นสาเหตุให้ชายคนดังกล่าวนั้นเสียชีวิตลงเรื่องราวความอาถรรพ์ของตำหนักเขียวยังคงมีอีกมากมายแต่อย่างไรก็ตาม  หลังคาที่ได้มีการบูรณะซ่อมแซมตำหนักเดี๋ยวเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้มีการทำบุญและทำพิธีบวงสรวงขึ้นมา

               ซึ่งหลังจากที่ได้มีการทำบุญใหญ่และทำพิธีบวงสรวงเสร็จสิ้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านและคนบริเวณใกล้เคียงก็ไม่เคยได้ยินเสียงของหญิงสาวหรือพบเห็นเหตุการณ์แปลกประหลาดอีกเลยซึ่งในปัจจุบันนี้น้ำหนักเขียวยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เปิดให้ประชาชนได้เข้าไปเยี่ยมชมความงดงามและประวัติความเป็นมาของตำหนักเขียวได้ซึ่งถ้าหากใครอยากจะเข้าไปเยี่ยมชมตำหนักเกี่ยวก็สามารถเดินทางไปได้เช่นเดียวกัน            

 

สนับสนุนโดย  www.ufabet.com ช่องทางเข้าเว็ปพนัน

รู้หรือไม่ทำไมประเทศไทยถึงมีประเพณีวันลอยกระทง 

https://sites.google.com/site/suphatra06094/_/rsrc/1479782257051/khwam-hmay-khxng-prapheni-lxy-krathng/unnamed-110.jpg?height=242&width=400

      สำหรับการจัดงานลอยกระทงนั้นจะเป็นการที่คนไทย   ดอกไม้ธูปเทียนใส่กระทงไปลอยในแม่น้ำซึ่งในอดีตนั้นกระทงที่ทำนั้นจะทำมาจากต้นกล้วยและใบตองรวมถึงนำดอกไม้สีสันสวยงามมาประดิษฐ์ตกแต่งกระทงให้มีความสวยงามและในปัจจุบันนั้นมีการดัดแปลงกระทงมากขึ้นโดยบางคนใช้เป็นขนมปังมาทำกระทงหรือบางคนก็ใช้โฟมมาทำกระทงเพื่อลอย

     ซึ่งการลอยกระทงนั้นจะเป็นประเพณีที่คนไทยทำกันเป็นประจำทุกปีแต่คุณรู้หรือไม่ว่าทำไมประเทศไทยถึงต้องมีงานและมีการจัดงานลอยกระทงกันเกิดขึ้น  คนในสมัยโบราณมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของกลอยกระทงกันเอาไว้ว่าอย่างไรบ้าง

         แน่นอนว่าความเชื่อที่เรารู้กันดีและเป็นความเชื่อที่ปู่ย่าตายายได้บอกต่อๆกันมานั้นก็คือการลอยกระทงนั้นเป็นการอนุรักษ์ประเพณีซึ่งวิธีการนี้เป็นการที่ชาวบ้านนั้นจัดทำขึ้นมาเพราะหวังที่จะเป็นการขอโทษต่อแม่น้ำโดยคนในสมัยโบราณเชื่อว่าน้ำในแม่น้ำนั้นจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่ซึ่ง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองแม่น้ำนั้นก็คือพระแม่คงคานั่นเองดังนั้นการที่นำดอกไม้ธูปเทียนมาลอยในแม่น้ำก็เพื่อเป็นการกราบไหว้และขอโทษพระแม่คงคาที่ตลอดทั้งปีนั้นชาวบ้านไม่มีการมาใช้น้ำในแม่น้ำและอาจจะสร้างความสกปรกลงในแม่น้ำนั่นเอง

          หรือความเชื่อหนึ่งต่างก็เชื่อกันว่าการลอยกระทงนั้นจะเป็นการบูชาเทพเจ้าซึ่งความเชื่อนี้เป็นความเชื่อในสมัยโบราณเป็นความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ซึ่งคนในอดีตนั้นจะนับถือพระอิศวร   พระนารายณ์   และพระพรหม  โดยความเชื่อคนที่ลอยกระทงนั้นจะมีความเชื่อกันว่ากระทงที่เขานำมาลอยนั้นจะลอยตามแม่น้ำไปเรื่อยๆและกระทงนี้จะลอยไปถึงพระพุทธเจ้าโดยความเชื่อของผู้คนนั้นเป็นการลอยกระทงเพื่อบูชาพระพุทธเจ้านั่นเอง

         สำหรับความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของการลอยกระทงนั้นบางคนเชื่อว่าเป็นการลอยเอาทุกเอาเคราะห์อโศกเอาโรคเอาภัยออกจากคนที่ลอยซึ่งคนที่มีความเชื่อแบบนี้พวกเขามักจะนิยมนำของซึ่งเป็นตัวแทนของตนเองใส่ลงไปในกระทงด้วยไม่ว่าจะเป็นการตัดปลายผมใส่ไปในกระทงหรือแม้แต่การตัดเล็บลงไปในกระทงเลยหวังว่าผมและเล็บนั้นจะเป็นตัวแทนของคนที่ลอยกระทงนั้นพาสิ่งที่ไม่ดีออกไป  ในขณะเดียวกันบางคนก็จะมีการใส่เงินเข้าไปในกระทงด้วยโดยมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของถ้าหากมีการใส่เงินลงไปจะทำให้พวกเขานั้นได้รับผลตอบแทนกลับมาเป็นเงินทองและมีความร่ำรวยในอนาคตนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าออนไลน์ คืออะไร