Skip to main content

วิหารอาร์ทิมิสประเทศตุรกี

       หากพูดถึงประเทศตุรกีแล้วเชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงบอลลูนแต่จริงๆแล้วประเทศตุรกีนั้นบอกได้เลยว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าไปเที่ยวเป็นอย่างมากเพราะประเทศตุรกีนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายซึ่งในบทความนี้เราจะมาพูดถึงวิหารอาร์ทิมิสกันด้วยวิหารแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมือง เอฟิซุส

หรือว่ากันว่าวิหารอาร์ทิมิสนั้นมีการสร้างขึ้นมาเมื่อประมาณ 550 ปีก่อนคริสตกาลโดยวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการถวายเทพีอาร์ทิมิสซึ่งเป็นเทพีที่พวกนายพรานเคารพบูชาเป็นอย่างมาก   หลังจากสร้างมหาวิหารแห่งนี้เสร็จแล้วจึงได้มีการตั้งชื่อตามชื่อของเทพีนั่นเอง

     ว่ากันว่าวิหารอาร์ทิมิสนั้นมีสถาปัตยกรรมที่มีความงดงามหาที่เปรียบมิได้ที่สุดในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ซึ่งที่นี่นั้นเนื่องจากว่าอยู่มาหลายยุคหลายสมัยจึงเคยถูกเผาทำลายอยู่หลายครั้งโดยครั้งแรกนั้นถูกเผาในช่วงวันที่ 21 เดือนกรกฎาคม   356 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งวันดังกล่าวนั้นว่ากันว่าตรงกับวันประสูติของอเล็กซานเดอร์มหาราชนั่นเองอย่างไรก็ตามภายหลังวิหารแห่งนี้ก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ซึ่งคนที่บูรณะซ่อมแซมวิหารแห่งนี้ก็คืออันเดิมมหาราชเช่นเดียวกัน 

       อย่างไรก็ตามภายหลังนั้นชาวเมืองเองก็ได้มีการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ซึ่งแน่นอนว่าชาวเมืองนั้นต้องการที่จะทำด้วยตนเองเพราะต้องการที่จะแสดงให้เห็นถึงความเคารพรักเทพีอาร์ทิมิสนั่นเองถึงแม้ว่าการสร้างขึ้นมาใหม่นั้นจะทำการลดขนาดของมหาวิหารให้มีขนาดเล็กลงมากกว่าเดิมหลังจากที่มีการบูรณะใหม่และอยู่ได้ไม่นานก็จะถูกพวก Gold ทำร้ายอีกครั้งหนึ่งซึ่งพวกเรานี้ก็คือพวกเยอรมันที่บุกเข้าโจมตีเมืองเอฟฟิซุสในปีคศ 262 นั่นเอง

        และถึงแม้วิหารแห่งนี้จะถูกทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ยังคงมีการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ในทุกๆครั้งที่มหาวิหารนั้นถูกทำลายการถูกทำร้ายครั้งสุดท้ายนั้นมาจากฝีมือกลุ่มชาวคริสต์ซึ่งเป็นการทำลายวิหารแห่งนี้ในปี ค.ศ 401 นั่นเอง 

       อย่างไรก็ตามวิหารอาเทมิสนั้นได้รับสมญานามว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณเลยก็ว่าได้ซึ่งถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้เราจะไม่ได้เห็นความสวยงามของวิหารมหาวิหารแห่งนี้กันแล้วแต่ภาพความทรงจำและภาพความประทับใจนั้นก็ยังคงอยู่ซึ่งหลายคน

ยังคงมีการพูดถึงมหาวิหารแห่งนี้กันถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ถ้าหากเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศตุรกีนั้นจะไม่เห็นความสวยงามแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เหลือเพียงแค่เศษซากบางส่วนที่เราได้เห็นแต่ก็ถือว่าคือซากอารยธรรมและสร้างทางประวัติศาสตร์ที่คุณค่าแก่การเยี่ยมชมนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.  สล็อต ufabet เว็บตรง

ตำนานผีไทยกับเรื่องเล่าขานกันมาเป็นเวลายาวนาน

ผีไทยเป็นตำนานที่มีตามความเชื่อที่กล่าวขานมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แต่ก่อนที่เราจะไปดูตำนานผีไทย เราขอทำการบอกเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “ผี” ซึ่งตามความหมายราชบัณฑิตยสถาน ให้นิยามว่าสิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นภาวะลึกลับ มองไม่เห็นตัว

แต่ว่าบางทีอาจจะปรากฏราวกับว่ามีตัวตนได้บางทีอาจให้ประโยชน์หรือโทษได้ มีทั้งยังดีแล้วก็ร้าย…ผีไทยในโบราณอดีตกาลอีกหลากหลายชนิดที่ หลายๆคนบางทีอาจไม่เคยทราบ วันนี้เราจะมาเก็บรวมเรื่องราวของตำนานผีไทย ที่น่าขนลุกมาให้ทุกคนได้รู้จักกัน

กระสือ

เป็นชื่อผีประเภทหนึ่งที่นับว่าสิงในเพศหญิงแล้วก็มักจะทำการรับประทานของสกปรก ผีประเภทหนึ่ง เข้าใจกันว่าอยู่อยู่ในตัวของคนเพศผู้หญิง ส่วนมากมักเป็นยายแก่ ที่มักจะทำการกินของสด-คาว มักออกหากินค่ำคืนแล้วก็ไปทำการกินตั้งแต่หัวกับตับไตไส้พุง ส่วนร่างกายอาจจะทิ้งเอาไว้ที่บ้าน เวลาไปจะมองเห็นจะเห็นเป็นดวงไฟดวงโตมีแสงสีเขียวเรืองๆ

กระหัง

ตามความเชื่อของท้องถิ่นมีลักษณะเป็นผีเพศชาย ที่มีลักษณะนิสัยที่เสมือนกับผีกระสือ แต่มีความพิเศษตรงที่สามารถทำการบินได้ โดยทำการใช้กระด้งฝัดข้าวลักษณะก็จะคล้ายกับปีกที่สามารถทำการโบยบินได้ แล้วก็นั่งบนสากตำข้าวควบคู่

นางตะเคียน

เป็นผีตามตำนานท้องถิ่นของไทย เป็นผีเพศหญิง สถิตอยู่ที่ต้นตะเคียน นางตะเคียนมักมีรูปพรรณสัณฐานที่งดงาม สวยหมดจด ผมยาว คลุมสไบ ใส่ผ้าถุง บางที่ก็กล่าวว่าแต่งตัวราวกับว่าเป็นสาวบ้านป่าปกติ ผีนางตะเคียนชอบเป็นประเภทหวงที่อยู่ รวมทั้งจะดุร้ายมากๆถ้าเกิดผู้ใดคิดจะรุกรานที่อยู่ของตน

นางตานี

เป็นผีเพศหญิง จะสถิตอยู่ในต้นกล้วยตานี แล้วก็จะต้องเป็นกล้วยตานีตาพราย (ต้นกล้วยตานีที่ออกหัวปลีแล้วตาย) นางตานีจะมีรูปพรรณสัณฐานงาม คลุมสไบสีเขียว รวมทั้งนุ่งโจงกระเบง แล้วก็นางตานียังมีแรงหึงที่น่าสยดสยอง เนื่องจากว่าถ้าหากชายที่มีอะไรกับนางเเล้ว เมื่อไปมีเพศหญิงคนอื่นๆนางตานีก็จะตามไปหักคอชายผู้นั้นในทันทีเลย ด้วยเเรงหึงนั้นเอง

ผีปอบ

เป็นผีชนิดหนึ่ง ที่เล่าต่อกันมาในตำนานพื้นเมืองของไทย โดยเข้าใจกันว่าเป็นผีที่รับประทานของดิบๆสดๆรับประทานเท่าใดก็ไม่อิ่ม โดยมีความเชื่อว่า ผู้ที่จะกลายเป็นผีปอบนั้น ส่วนใหญ่จะมีการเล่นเวทมนตร์คาถา หรือคุณไสย แต่ทำการรักษามนต์ที่มีอยู่กับตัวมิได้ ของนั้นเลยแตก ไม่อาจจะบังคับตัวเองได้จนถึงเปลี่ยนเป็นผีปอบ ผีปอบไม่มีทางตายจนกว่าจะพบทายาท

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ufabet ทางเข้าเล่น

กริชวัชระ เครื่องรางจากทิเบต

กริชวัชระหรือภูบาร์ป็นอาวุธปราบมารในตำนานของท่าน guru rinpoche ลามะศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวทิเบตยกให้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่นำศาสนาพุทธวัชรยานมาเผยแพร่ในภูตาลได้สำเร็จ     ตามตำนานเล่าว่าเมื่อครั้งที่ท่าน  guru rinpoche

กำลังบำเพ็ญตบะบนยอดเขาแห่งหนึ่งในทิเบต  พลังอันแก่กล้าของท่านทำให้มองเห็นว่าในดินแดนห่างไกลมีปีศาจตนหนึ่งกำลังทำร้ายมนุษย์และหมอผีไม่สามารถต่อกรได้

       ท่านจึงได้เรียกฉายาของท่านมาแปลงร่างเป็นนางเสือป่า พาท่านเหาะลงมายังท่านในเมืองพาโรและบำเพ็ญเพียร

แล้วสร้างกริชวัชระขึ้นมาเล่มหนึ่งให้มีพลังอำนาจแกร่งกล้าจนสามารถปราบปีศาจร้ายได้สำเร็จ   หลังจากการปราบมารในครั้งนั้นทำให้ทำที่ท่านบำเพ็ญเพียรมีลามะและผู้แสวงบุญมากมายเดินทางมาบำเพ็ญเพียรที่ถ้ำแห่งนี้จนกระทั่งเกือบ 1000 ปีให้หลังจึงมีการสร้างวัดทักษังขึ้นส่วนกริชนั้นก็ยังคงเก็บไว้ในถ้ำที่ท่าน guru rinpoche เคยบำเพ็ญเพียร

       ความพิเศษของกริชวัชระคือการเอาสายฟ้าอาวุธของพระอินทร์รวมเท่ากับกลิ่นกายเป็นสิ่งที่มีพลานุภาพเป็นการเชื่อมกันระหว่าง 3 โลกคือสวรรค์    โลกมนุษย์และโลกแห่งวิญญาณ     ลามะมักจะนำกริชวัชระติดตัวไปบำเพ็ญเพียรในถ้ำโดยใช้ปลายกรขีดไปบนพื้นที่รอบๆเพื่อทำเขตแดนป้องกันสิ่งชั่วร้ายหรือใช้ปลายกริชเขียนยันต์ 

      เนื่องจากส่วนปลายของคุณวัชระจะทำเป็น 3 ด้านหรือ 3 คมเพื่อดึงพลังของสามโลกมารวมไว้ในกริชส่วนหัวจะแกะสลักเป็นรูปหน้าองค์เทพที่ดูแลสามโลกหรือองค์เทพอื่นๆจึงถือว่าเป็นเครื่องรางชั้นสูงของทิเบตและเนปาลรวมทั้งมีความเชื่อว่าเป็นอาวุธทรงพลังอานุภาพมากที่สุดชิ้นหนึ่ง

        ปัจจุบันกริชวัชระที่เชื่อว่าเป็นของท่าน guru rinpoche ยังถูกเก็บรักษาไว้ในถ้ำเสือวัดทักซังประเทศภูตาลโดยจะเปิดให้ผู้ศรัทธาเข้าสักการะปีละครั้งเท่านั้น 

    อย่างไรก็ตามสำหรับกริชวัชระแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่มักจะไม่รู้จักกันมากนัก ยกเว้นคนที่ชอบเล่นเครื่องรางของคลัง ถึงจะรู้จักกว่าบนโลกใบนี้ยังมีกริชเล่มนี้อยู่ หรืออาจจะเป็นชาวทิเบตหรือภูฎาร คนรุ่นเก่าถึงจะทราบเกี่ยวกับอภินิหารของกริชวัชระว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง

    โดยกริชเล่มนี้เป็นกริชที่เน้นการทำลายล้างศัตรู  ทำลายล้างสิ่งที่ชั่วร้าย ทั้งที่เห็นเป็นรูปนามธรรมและเป็นเพียงอารมณ์แนวความคิดที่ช่วยร้ายก็สามารถทำลายล้างได้เช่นเดียกวัน  ดังนั้นหากใครที่มีเวลาอาจจะเคยไปเที่ยวที่เมืองภูฏารก็ลองไปกราบไหว้กริชวัชระเล่มนี้กันดู

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    เซ็กซี่ บาคาร่า ขั้นต่ำ10บาท