Skip to main content

3 ภาพที่มีราคาแพงที่สุดของ Vincent van Gogh

Vincent van Gogh หรือที่เราอาจจะรู้จักกันดีในชื่อ แวน โก๊ะ ศิลปินชื่อดังชาวดัตซ์ ที่มีชื่อเสียงด้านการวาดภาพในช่วง 3 ปีหลังของชีวิต แวน โก๊ะ เกิดในปีคริสต์ศักราช 1853 ช่วงชีวิตในสมัยเด็กของเขานั้นไม่ได้ดีมากนัก เขาจำต้องเริ่มทำงานเพื่อดูแลตนเองตั้งแต่อายุได้เพียงแค่ 16 ปี และไม่ได้มีงานประจำที่มั่นคงสักเท่าไหร่ เพราะเขานั้นเปลี่ยนงานอยู่เสมอ จนถึงอายุได้ 27 ปี 

ในวัย 27 ปี แวน โก๊ะ ก็ผันตนเองมาเป็นจิตกรอย่างสุดกำลัง ซึ่งใน 5 ปีถัดมา แวน โก๊ะ ก็ส่งผลงานชิ้นยอดเยี่ยมชิ้นแรกเข้าสู่วงการภาพวาดที่มีชื่อว่าThe Potato Eaters ซึ่งโด่งดังมากในปัจจุบัน แต่ว่าอย่างที่ทราบกันว่า ณ ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้นผลงานไม่ได้เป็นที่นิยมเท่าไหร่ ทำให้เขานั้นสามารถขายภาพของเขาที่มีชื่อว่า Starry Night  ได้เพียงภาพเดียวในตลอดชีวิต แต่ปัจจุบันผู้คนต่างให้ความสนใจกับรูปวาดของ แวน โก๊ะ มากขึ้นทำให้ภาพวาดของเขามีราคาที่สูง โดย 3 ภาพ ที่มีราคาแพงที่สุดของเขา ได้แก่

1.Portrait of Dr. Gachet

บุคคลในภาพ คือ นายแพทย์ โปล กาแช ซึ่งเป็นหนึ่งในเพื่อนซี้ของแวน โก๊ะ ภาพนี้เขียนขึ้นในคริสต์ศักราช 1890 ซึ่งนับได้ว่าเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตแวน โก๊ะ รูปนี้ถูกขายออกไปหลายทอดแล้ว และในปีคริสต์ศักราช 1990  ก็สามารถขายได้ในราคาสูงสุดถึง 82.5 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา คิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,500  ล้านบาทไทย และ ณ ปัจจุบัน รูปนี้มูลค่าสูงถึง 137.7 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา คิดเป็นเงินไทยประมาณ4,000 ล้านบาท 

2.Portrait of Joseph Roulin

บุคคลในรูป คือ เพื่อนซี้อีกคนของแวน โก๊ะ  ภาพนี้ถูกวาดขึ้นในช่วงเวลาที่ แวน โก๊ะ ย้ายไปอยู่ที่เมืองหนึ่งในฝรั่งเศส  นอกเหนือจากภาพนี้แล้ว  แวน โก๊ะ ยังคงวาดภาพเหมือนบุคคลอื่นๆ ในครอบครัวของเพื่อนคนนี้อีกด้วย ปัจจุบันภาพนี้มีมูลค่าถึง 103.8 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,300 ล้านบาท

3.Portrait de l’artiste sans barbe

ถึงแม้ว่าแวน โก๊ะ จะวาดรูปเสมือนจริงของตัวเขาเองบ่อยๆ แต่ว่านี่เป็นรูปเหมือนของเขาที่พิเศษและหาดูได้ยากมาก เพราะในรูปนี้เขานั้นได้มีการโกนหนวดเคราทั้งหมดออก ซึ่งปกติเขาไม่ได้ทำ ทำให้รูปนี้หาดูได้ยาก และดูออกจะผิดหูผิดตา ต่างจากตัวจริงของเขาที่ไม่ค่อยจะโกนหนวดเคราสักเท่าไหร่  และสิ่งที่ทำให้ภาพนี้ดูมีคุณค่ามากขึ้น เนื่องจากเขาได้วาดภาพนี้ให้แม่ก่อนที่จะสูญเสียชีวิตในปีนั้น ทำให้ภาพมีราคาแพง ปัจจุบันภาพนี้มีมูลค่าถึง 101 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,200 ล้านบาท

นอกเหนือจาก 3 ภาพนี้แล้ว แวน โก๊ะ นั้นยังมีผลงานที่มีชื่อเสียงและมูลค่าสูงอีกหลายชิ้น ถึงแม้ว่าในช่วง 10 ปีที่เขาหันหน้าเข้าสู่วงการการวาดภาพจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ทำให้ตัดสินใจจบชีวิตตนเองลงไป แต่ในตอนนี้ผลงานของเขากลับมีชื่อเสียงอย่างมาก ซึ่งถ้าหากแวน โก๊ะ ไม่ตัดสินใจเช่นนั้น ณ ตอนนี้เราคงจะเห็นผลงานชั้นเยี่ยมอีกมากมายของเขา

 

 

สนับสนุนโดย   ดูบอลสด

ตำนาน ต้นกำเนิดของการกินข้าวสาร

ในสมัยก่อนนั้นคนไทยไม่ได้กินข้าวสารที่เป็นเม็ดข้าวสีขาวอย่างที่เรากินกันในปัจจุบันแต่พวกเขานั้นกินแก่นข้าวซึ่งแก่นข้าวนั่นก็หมายถึงเปลือกของข้าวด้วยการที่คาดว่าจะเติบโตมานั้นหากโตเต็มที่เข้ากันก็จะมีเปลือกแข็งๆอยู่เลยชาวบ้านนั้นก็จะนำเม็ดข้าวและเปิดแข็งนั้นมาตำให้ละเอียดนำเปลือกแข็งออกมาและนำเม็ดข้าวสีขาว ไปทิ้งและเลือกที่จะกินเปลือกแข็งนั้นแทน

โดยชาวบ้านมองว่าการที่กินเปลือกแข็งของเม็ดข้าวสารนี้นั้นคือเรื่องปกติและคิดว่าหากกินเม็ดข้าวสีขาวๆจะทำให้ตายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งได้มีครอบครัวหนึ่งที่มีลูกอยู่คนนึงซึ่งเป็นเด็กน้อยอายุประมาณ 2 ขวบมีอยู่วันหนึ่งที่เขานั้นร้องไห้หนักมากต่อให้พ่อแม่นั้นจะพยายามปลอบมากเท่าไรเท่านั้นก็ไม่หยุดร้องไห้สักทีด้วยความที่คุณแม่โมโหเธอจึงตอบไปว่าจะต้มเมล็ดข้าวสีขาวให้กินเมื่อเด็กน้อยอายุวัย 2 ขวบได้ยิน

เขาก็หยุดร้องไห้ทันทีแต่เมื่อคุณแม่เห็นว่าลูกหยุดร้องไห้แล้วไปต้องเปลือกข้าวซึ่งก็คือแก่นข้าวมาให้ลูกก็ร้องไห้ต่อด้วยความที่แม่โมโหแม่เลยเอาแก่นข้าวไปทิ้งแล้วเอาเม็ดข้าวสีขาวมาต้มให้ลูกกินลูกกินก็มีความสุขหัวเราะชอบใจและสักพักก็หลับไปด้วยความที่พ่อแม่ไม่รู้จนคิดว่าลูกของตัวเองนั้นตายไปแล้วจึงพากันร้องห่มร้องไห้

แต่เมื่อเด็กนั้นได้ยินเสียงพ่อแม่ร้องไห้เขาจะลุกขึ้นมาพ่อแม่จนถึงกับต้องตกใจหลายวันผ่านมา พ่อแม่นั้นก็มักจะต้มเมล็ดข้าวสีขาวให้ลูกกินและอยากรู้ว่าทำไมลูกถึงชอบนักหนาพวกเขาจะลองกินและพบว่ามันนั้นมีรสชาติอร่อยกว่าแก่นข้าวซะอีกหลังจากนั้นไม่นานพวกเขานั้นก็เริ่มไปบอกกับทุกคนครับเมล็ดข้าวสีขาวนั้นกินได้และมีรสชาติที่อร่อยกว่าเปลือกข้าวเป็นอย่างมากมันก็เลยกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้เรานั้นไม่กินเปลือกข้าวและก็ได้นำเมล็ดข้าวมากินกันนั่นเองค่ะ

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าแค่การกินข้าวสารนั้นมันจะมีตำนานพวกนี้อยู่นอกจากนั้นก็ยังคงไม่น่าเชื่ออีกทีว่าคนเราในสมัยก่อนนั้นคิดว่าเมล็ดข้าวที่แสนอร่อยเหล่านั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้พวกเขาตายแต่เราก็ต้องขอบคุณบรรพบุรุษของเราแล้วก็ เด็กน้อยคนนั้นที่ได้ทำการสอนให้ทุกคนได้รู้ว่าเปลือกข้าวนั้นอร่อยน้อยกว่าเมล็ดข้าว สีขาวบริสุทธิ์

 

 

สนับสนุนโดย   สมัครจีคลับ ไม่มีขั้นต่ำ

ศิลปะการแต่งหน้าให้สวยงาม

การแต่งหน้าเป็นการเสริมแต่งให้ใบหน้าของเรานั้นดูดีมากขึ้น ปัจจุบันการแต่งหน้าถือว่าเป็นศิลปะที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนเรานั้นหันมาใส่ใจกับใบหน้าเพื่อความสวยงามมากขึ้นและการแต่งหน้าไม่เป็นเพียงการเสริมสร้างความงามบนใบหน้าเท่านั้นแต่ยังถือว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยในการเสรอมสร้างบุคลิดภาพให้กับคนคนนั้นด้วย

การแต่งหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญของผู้หญิงในปัจจุบันมากขึ้นและถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำในทุกๆวันด้วย ดังนั้นจึงถือว่าผู้หญิงดดยส่วนใหญ่ที่แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางค์นั้นมีการใช้ศิลปะต่างๆเข้ามาเพื่อเป็นเทคนิคและทำให้ตัวเองนั้นเกิดความมั่นใจในการแต่งหน้า

การสร้างโครงให้กับใบหน้า ถือว่าถ้าหากไม่มีความชำนาญหรือความมีศิลปะในหัวใจนั้นก็ถือว่าการสร้างโครงทำได้ยาก เพราะผู้แต่งห้าไม่มีจิตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ที่จะสร้างกรอบหรือโครงหน่ให้กับตัวเองนั่นเอง ดังนั้นการสร้างกรอบหน้า โครงหน้าจึงจำเป็นจะต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่าศิลปะเพื่อนำมาใช้และผสมผสานกับเครื่องสำอางค์ที่มีให้ได้มาซึ่งความสวยงามของกรอบหน้าและโครงหน้า นั่นเอง

โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่แต่งหน้านั้นจะต้องมีการวางกรอบหน้าและโครงสร้างของหน้าก่อนด้วยว่า หน้าของเรานั้นจะต้องทำกรอบหรือมีโครงสร้างบนใบหน้าอย่างไร และการสร้างกรอบหน้านั้นสามารถที่จะทำได้โดยการใช้แปรงแต่งหน้าและเครื่องสำอางที่คุ้นเคยอย่างเฉดดิ้งนั้นมาสร้างกรอบโดยถ้าหากต้องการหน้าที่เรียวเล็กก็จะต้องทำการสร้างกรอบที่เข้มในบริเวณข้างแก้มช่วงกรามและสันจมูก

เพื่อให้กรอบหน้าของเรานั้นดูชัดและสิ่งนี้ถ้าหากขาดจินตนาการและศิลปะในการแต่งนั้นก็จะทำให้หน้าของเรานั้นออกมาไม่สวยได้ การใช้ศิลปะเพื่อการสร้างกรอบและโครงสร้างหน้านั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

การใช้เทคนิคในเรื่องของสีเข้ามาเป็นตัวเพิ่มสีสันให้ใบหน้า ถือเป็นสิ่งที่เรียกว่าศิลปะเช่นกัน เพราะการที่เราจะสามารถใช้สีต่างๆเพื่อใช้ในการแต่งหน้าให้ออกมาสวยงามนั้นความรู้เรื่องของโทนสีจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากเช่นกัน การที่เรานั้นรู้เกี่ยวกับหลักการของสรทางศิลปะจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้การแต่งหน้าของเราราบรื่น สวยงามแล้วนั้นการใช้เทคนิคสีเข้ามาช่วยในการสร้างสรรค์การแต่งหน้านั้นยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความแปลกใหม่ให้กับใบหน้าด้วย 

ไม่ว่าจะอย่างไรการแต่งหน้าก็ถือเป็นศิลปะที่มีความนิยมอีกแขนงหนึ่ง เพราะบางครั้งไม่ใช่เพียงแต่การแต่งหน้าอย่างไรให้สวยงามให้มีความมั่นใจแต่ศิลปะการแต่งหน้าก็ยังมีการแต่งหน้าอีกมากมายที่มีการนำศิลปะเข้ามาร่วมด้วย และการแต่งหน้าโดยใช้ศิลปะโดยตรงเพื่อสร้างความแปลกและแตกต่างมากขึ้นไปได้อีกด้วย ศิลปะจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราแม้กระทั่งในตอนที่เราแต่งหน้า

 

สนับสนุนโดย  gclub

ตำนานยักษ์แห่งโจทันฮาย ( Giants of Jotunheim )

          ตำนานที่เรากำลังจะพูดถึงกันนี้เป็นตำนานที่เกิดขึ้นทางประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เป็นตำนานที่เกี่ยวกับเทพเจ้า ซึ่งคนในแถบสแกนดิเนเวียนี้มีความเชื่อเกี่ยวกับโลกทั้งเก้า ที่มีดินแดนหนึ่งที่มีพื้นที่อยู่ในป่าทึบ แต่มีความหนาวเย็นและมีแต่ความแห้งแล้งกว้างใหญ่ไพศาล สุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียวซึ่งดินแดนแห่งนี้มีชื่อเรียกว่าโยทันฮาย ซึ่งทีนี่จะเป็นที่อยู่ของบรรดาเหล่ายักษ์ทั้งหลาย หรือที่เรามักเรียกยักษ์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ว่ายักษ์น้ำแข็งนั่นเอง

ยักษ์ที่นี่แต่ละตัวจะมีรูปร่างหน้าตาที่ไม่เหมือนกัน แต่ละตัวก็จะมีหน้าตาที่แตกต่างกันออกไป แต่ที่พวกมันจะเหมือนกันมากนั่นก็คือพวกมันมีหน้าตาที่น่าเกลียดและน่ากลัวอย่างมากและที่สำคัญพวกมันนั้นจะมีเขี้ยวและเล็บตามร่างกายอีกด้วย  นอกจากยักษ์เหล่านี้จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งแล้ว ยักษ์น้ำแข็งเหล่านี้ ว่ากันว่าจะมีเวทมนต์ที่แกร่งกล้าอีกด้วย และแน่นอนด้วยความแข็งแรงและเก่งกาจแบบนี้นี่เอง ทำให้เทพเจ้าที่ชื่อว่า ทอร์มักจะมีการบุกเข้าไปในดินแดนของยักษ์โยทันฮายเพื่อเข้าไปต่อสู้หวังจะล้างบางเหล่าบรรดายักษ์น้ำแข็งเหล่านี้อยู่เป็นประจำนั่นเอง 

แต่ถึงแม้ว่ายักษ์น้ำแข็งเหล่านี้จะดูเหมือนว่าพวกนั้นเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายและไม่น่าคบค้าสมาคมด้วย แต่ว่ามีตำนานพูดถึงเทพเจ้าบางองค์ในแอตการ์ดที่ยังคงมีความสัมพันธ์ หรือสืบเชื้อมีสายพันธ์มาจากยักษ์ในโยทันฮายด้วยเช่นกัน อย่างเช่นเทพเจ้าที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี อย่างเทพเจ้าโลกิ  ซึ่งเราจะสามารถดูข้อมูลนี้ได้จากการที่มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ให้ได้ดูกันทั่วโลกอยู่ในตอนนี้

ซึ่งชื่อภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับยักษ์น้ำแข็งนี้ก็คือ เรื่องเทพเจ้าทอร์ เทพเจ้าสายฟ้านั่นเอง  ซึ่งหากใครที่ได้เคยดูหนังเรื่องทอร์แล้วละก็จะรู้ถึงความเป็นมาของสายสัมพันธ์ของยักษ์น้ำแข็งกับเทพเจ้าโลกิ ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว 

         อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็คือตำนานทีมีการพูดถึงกันอย่างมากและนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้เราหลายคนได้ชมกัน แต่ว่าตำนานก็คือตำนานไม่มีใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเรื่องราวเหล่านี้มีอยู่จริงหรือไม่ แต่ตำนานของแต่ละประเทศนั้นก็จะมีเรื่องราวที่เล่าแตกต่างกันออกไป สำหรับตำนานเหล่านี้เป็นเรื่องเล่าที่ฟังดูคล้ายกับนิทานแต่คนในสมัยโบราณต่างก็มีความเชื่อกันมาแบบนี้และมีการเล่าสืบต่อกันมาเพื่อหวังให้เรื่องราวเหล่านี้จะสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินนั่นเอง

 

ขอขอบคุณ  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ  ที่ให้การสนับสนุน

BDSM ศิลปะ18+

BDSM ย่อมาจาก…

B = Bondage (สภาวะที่ถูกพันธนาการ หรือความเป็นทาส) 

D = Dominance (การปกครอง) และ Discipline (การลงโทษ)

S = Sadism (การมีความสุขจากการที่ได้ทำร้ายคนอื่น) และ Submission (การยอมจำนน)

M = Masochism (การมีความสุขจากการที่ถูกคนอื่นทำร้าย)

BDSM คือ ความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ โดยการสวมบทบาทต่างๆในระหว่างกิจกรรมทางเพศ เช่น การสวมบทบาทเป็นผู้ลงทัณฑ์ ผู้มีอำนาจ ผู้ยอมจำนน เป็นต้น ซึ่งผู้ที่สมบทบาทนั้นต่างจะได้รับความสุขในแบบที่ตัวเองชอบ ไม่ว่าจะเป็นความสุขจากการเป็นผู้กระทำที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกเจ็บปวดหรือผู้ถูกกระทำที่ได้รับความสุขจากการเจ็บปวดก็ได้ BDSM ถือว่าเป็นการเพิ่มความเร่าร้อนให้กิจกรรมทางเพศอย่างมาก  

หากจะยกตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่อง BDSM นี้คงไม่พ้นภาพยนตร์ Fifty Shades of Grey ที่สามารถถ่ายทอดความเป็น BDSM ออกมาได้อย่างดี โดยเราจะเห็นพฤติกรรมของพระเอกที่มีความเป็น BDSM คือพระเอกมีความสุขจากการที่ได้ร้ายนางเอก ส่วนนางเอกก็มีความเป็น BDSM คือมีความสุขจากการที่ถูกพระเอกทำร้ายระหว่างทำกิจกรรมทางเพศร่วมกัน คนทั่วไปอาจจะรับไม่ได้กับภาพยนตร์แบบนี้ และพาลตีความในแง่ลบเกี่ยวกับพฤติกรรม BDSM ว่าเป็นการใช้ความรุนแรง เป็นเรื่องผิดปกติ จนถึงขั้นน่ารังเกียจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว BDSM ก็ไม่ต่างจากศิลปะแขนงหนึ่งที่ช่วยเพิ่มอรรถรสและความน่าสนใจให้กับกิจกรรมทางเพศ คนที่มีพฤติกรรม BDSM ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว นั่นเป็นเพียงแค่ความชอบ และพฤติกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น

BDSM จะเป็นศิลปะได้อย่างไร?

ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องเปิดใจมองให้กว้างอย่างทีเดียว ถึงจะสามารถเห็นศิลปะใน BDSM ได้ อย่างการสวมบทบาทเป็นตัวละครสมมุติต่างๆ ก็เกิดเป็นศิลปะได้ อย่างเช่น การสวมบทบาทเป็นเจ้านายกับคนใช้ การสวมบทบาทเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองกับผู้ถูกปกครอง ก็เป็นการเพิ่มสีสัน ความน่าตื่นเต้นได้อย่างหนึ่ง หากผู้ที่สวมบทบาทมีความยินยอมเต็มใจที่จะกระทำทั้งสองคนก็ถือได้ว่าเป็นศิลปะระหว่างกิจกรรมทางเพศของทั้งสอง  ในเมื่อละครก็คือศิลปะทางการแสดงอย่างหนึ่ง ดังนั้นการที่ สวมบทบาทเป็นตัวละครสมมุติระหว่างทำกิจกรรมทางเพศก็ย่อมไม่ต่างจากการทำการแสดงซึ่งเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเช่นกัน

BDSM ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจ เพราะทุกคนล้วนมีความชอบและพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ควรมองและเปิดรับ BDSM เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ถ้าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้สร้างความเดือดร้อน หรือละเมิดสิทธิใครก็ย่อมไม่ผิด แต่ถ้าเมื่อไรที่อีกฝ่ายไม่ได้ยินยอมและเต็มใจในพฤติกรรม BDSM นั่นก็ย่อมเข้าข่ายการใช้ความรุนแรงต่อคนอื่นได้แล้ว 

 

 

สนับสนุนโดย  สมัคร Sagame ฟรี

ประวัติของ ตาร์ บาร์บี้ 

แต่จะไม่เข้าไปในชีวิตแก อยากเรียนอะไรก็เรียน อยากทำอะไรก็ทำ สิ่งที่พ่อแม่ให้คือการสอนให้ผมคิด ทำอะไรต้องคิด อะไรถูกอะไรผิดต้องใช้สมองคิด สมัย เด็ก ๆ จะไปเที่ยวกลางคืน ไม่มีพ่อแม่คนไหนให้ไปหรอก ส่วนใหญ่ต้องหนีไป แต่พ่อแม่ผมบอกให้ คิดเองว่าจะไปมั้ย แล้วมาบอกแล้วกัน ผมก็เดินไปบอกว่า “ ผมไปนะ ” โอเค งั้นเดี๋ยวแม่ไปส่ง แต่แก กลับเองนะ ถ้าเที่ยวแล้วกะว่าเมาแน่ ๆ อย่าเอารถไป เพราะมันจะสร้างความเดือดร้อนให้ตัวแกเอง เป็นอะไรไปพ่อแม่ก็เสียใจ ตอนเด็ก ๆ ที่ได้คิดเอง ผมก็คิดได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เรื่องเดียวที่พ่อแม่ขอไว้คืออย่าทำสิ่ง ผิดกฎหมาย ไม่ต้องถึงพ่อแม่หรอก ถ้าเกิดทำขึ้นมา ตำรวจก็จับอยู่ดี 

ถ้าผมมีลูก ผมก็อยากให้ลูกเป็นคนใฝ่รู้ คิดเองได้ โดยที่มีเราอยู่ข้าง ๆ คอยตะล่อม ไม่ใช่ ไปจูงไปลากเขา เพราะการมีอายุมากกว่าไม่ได้หมายความว่าจะฉลาดกว่าหรือมีอำนาจมากกว่า แต่ การที่ผู้ใหญ่ใช้กฎระเบียบและความที่อายุมากกว่ามาบังคับ เป็นเพราะไม่รู้จะเอาวิธีไหนมาคอนโทรล เด็ก แต่ไม่ได้สนใจว่าสิ่งที่วัยรุ่นอยากได้ก็คือความเข้าใจและการยอมรับ ทั้งจากผู้ใหญ่และจากสังคม 

บางครั้งการที่เด็กรุ่นเดียวกันมานั่งข่มกันเองทำให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เพราะพวกเขาหาวิธี ทำให้ตัวเองเด่น มันกลายเป็นปัญหา ผมไม่เคยเห็นลูกคนรวยที่ไหนจะไปตีรันฟันแทงกับใคร เพราะ บ้านแม่งมีฐานะ มีตำแหน่งในสังคมพอแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยเห็นลูกคนรวยที่ไหนมาร่วมหัวจมท้ายกับ เพื่อน ช่วยเหลือเพื่อนเหมือนพวกเด็กช่างกลเหมือนกัน มันดีคนละอย่างเพื่อนแท้คือพ่อแม่เรา บางครั้ง พ่อแม่ก็วัยรุ่นกว่าเพื่อนผมอีก มีอะไรผมจึงปรึกษาแม่ทุกเรื่อง ตอนที่อกหักใหม่ ๆ ผมเฮิร์ทมาก พ่อแม่จะไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน ผมก็เลยไปด้วย นั่งอยู่คนเดียว พ่อแม่ก็อยู่ของเค้า เรา ก็อยู่ของเรา แต่ถ้าเกิดมีปัญหาอะไร เดี๋ยวก็ได้เจอแม่ เดี๋ยวก็ได้คุยกับแม่ คุยเล่นคุยตลกกัน มันก็ เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง เหมือนสมองโล่ง ได้คิดอะไรจริง ๆ คิดด้วยอารมณ์ที่สบายใจ

ถ้าไปกับเพื่อนก็มีแต่เมาลูกเดียว แต่ไปกับพ่อแม่หลายวันก็ไม่ต้องดื่มเหล้าเลย มันคือการ พักผ่อนจริง ๆ เหมือนกับเราได้มุมพักกับคนที่เราเชื่อมั่นในตัวเค้าที่สุดก็คือพ่อแม่เราเอง เป็นมมที่ ปลอดภัยแน่ ๆ เลยรู้สึกว่า เฮ้ย ! ดีเหมือนกันนะ ตอนที่อยากลองสูบกัญชาก็เคยคุยกับพ่อ อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร พ่อบอกอยากสูบก็สูบ แต่ อย่าไปซื้อนะ เดี๋ยวโดนจับ แต่พอลองแล้วผมก็ไม่ชอบ สูบแล้วหลับ ผมเคยลองหมดทุกอย่าง แต่ไม่ ชอบ ไม่อยากให้พ่อแม่เสียใจ ยาเสพติดแค่ทำให้ลืมบางอย่างได้เท่านั้นเอง มันฆ่าเวลาได้เยอะเลย แต่ผมไม่ได้ต้องการฆ่าเวลา ผมแค่อยากคุย อยากเฮฮากับเพื่อนมากกว่า จะผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่นได้ต้องมีสติ ส่วนมากที่ตายห่า เมาแล้วขับรถชน ตีรันฟันแทง เละเทะ เล่นยาจนตาย ทุกอย่างมันเกิดจากการขาดสติทั้งนั้น จะเมาให้ตายห่าอย่างไรก็ได้ แต่อย่าขับรถสิวะ นั่งแท็กซี่กลับบ้านซะ หรือเพื่อนชวนเล่นยาก็เลี่ยงซะดิ อย่าไปยุ่ง อย่าไปคบ แค่คิดได้ก็ไม่ลำบากแล้ว 

ดนตรี . . บทกวีจากความเกลียดชัง บทเพลงของผมเริ่มมาจากความเกลียดชัง ! ช่วงที่ผมจบ ม . 6 เข้ามหาวิทยาลัย ปี 1 ตอน นั้นจะมีแต่ดารามาออกเทป ผมเป็นคนที่ฟังเพลงเยอะมากมาตั้งแต่เด็ก ๆ ฟังเพลงหลายแนว แต่ ถ้าเป็นที่สุดจริง ๆ ชอบเพลง Anarchy in the UK ของวง Sex Pistol ผมชอบเนื้อหาของเพลงมัน แล้วผมก็ชอบแนวคิดของ Malcom McLaren ผู้ก่อตั้งและผู้จัดการวงนี้ที่ว่าถ้ามันมีขาวแล้ว กูขอเป็นดำ ผมรู้สึกว่าบทเพลงและดนตรียังมีอีกตั้งหลายอย่างที่ไม่ใช่มาร้อง ๆ เต้น ๆ เท่านั้น ) 

วันหนึ่ง นั่งดื่มเหล้ากันที่บ้านเพื่อนผมก็บ่นว่าทำไมมีแต่ดารามาออกเทปวะก็ลองชวนเพื่อนว่า เฮ้ย ! ทำปะ เพื่อนบอกเอาดิ ก็หยิบกีตาร์มาร้องมาเล่นกัน แล้วหลังจากนั้นอีกสองวัน เพื่อนก็เขียน เพลงมาให้ ผมอ่านแล้วก็บอกว่าเนื้อเพลงน้ำเน่าสัตว์ ๆ เพื่อนบอกงั้นมึงก็เขียนเอง ผมเป็นคนเก่งภาษาไทย สมัยก่อนตอนอยู่โรงเรียน ผมเป็นคนแต่งพวกกลอนแปด โคลงสี – สุภาพ พวกคำคล้องจองได้ เพราะชอบอ่านหนังสือ ทุกวันนี้ก็ตามอ่านในมติชนสุดสัปดาห์บ้าง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ufabet สมัคร

ประสบการณ์โดนผีหลอกที่กระท่อมในนา

ซึ่งในตอนนั้นฉันอายุ 15 ฉันมักจะไปเที่ยวงานหมอลำที่ศาลแล้ววันนั้นก็ไปเจอผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาคนนึงตอนนั้นเรากำลังดูๆกันอยู่วันนั้นผู้ชายคนนั้นก็เลยพาฉันไปนั่งมอเตอร์ไซค์เพื่อที่เราจะได้ไปอยู่ด้วยกันสองต่อสองที่กระท่อมในนาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ฉันจะตอบตกลงแล้วไปกับเขากระท่อมในนั้นอยู่ลึกมากอยู่ตรงหน้าขนาดใหญ่

ซึ่งตอนนั้นพวกเราไปเจอเนินซึ่งเราก็ไปคุยกันบนเนินในกระท่อมสำหรับคบกับต้นพุทธรักษาขนาดใหญ่หลังจากนั้นเราก็เข้าไปนั่งตรงกระท่อมแล้วคุยกันกำลังคุยกันอย่างมีความสุขและกำลังจะคลอดอาการแต่อยู่ๆก็มีชายคนหนึ่งซึ่งมีชายแก่ๆแอบมองอยู่ข้างๆต้นพุทธราชขนาดใหญ่ซึ่งตอนนั้นเรามองด้วยสายตาโกรธเคืองแล้วชายคนนั้นก็มองกลับมาเหมือนกัน

ซึ่งเราก็บอกกับผู้ชายอีกคนว่าหยุดก่อนมีคนแอบมองพวกเราอยู่หลังต้นพุทธรักษาตรงนั้นน่ะผู้ชายก็บอกว่าไม่มีใครหนีทำต่อเถอะเราก็บอกว่าหยุดก่อนหยุดก่อนมีคนแอบดูอยู่ซึ่งเราคิดว่าบางทีอาจจะเป็นพวกนายพรานหรือไม่ก็จะมาเกี่ยวข้าวแน่ๆซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ออกไปดูเพิ่งเติมน้ำมันตอนกลางคืนพอดีเราเปิดไฟฉาย

แต่ก็ไม่มีอะไรหลังจากนั้นฉันเลยบอกให้เขารีบสตาร์ทมอเตอร์ไซค์และพาฉันกลับไปที่บ้านเดี๋ยวนี้เราค่อยไปพลอดรักกันที่นั่นก็ได้ของฉันก็ตอบตกลงหลังจากนั้นเรากำลังขับไปสักพักก็ได้ยินเสียงคนวิ่งตามมาทางด้านหลังพอเดินไปสักพักตอนนั้นขนมของเรารีบขับมอเตอร์ไซค์ไปอย่างรวดเร็วแต่เสียงฝีเท้าที่ตามมาทางด้านหลังก็ยังมีอยู่ดีหลัง

จากนั้นพวกเรากลัวมากที่จะเกิดเรื่องอย่างนั้นขึ้นนี่กลัวว่าคนนั้นอาจจะเป็นผีก็ได้ซึ่งไม่เดินทางไปที่นั่นอีกเลยซึ่งพอเราโตขึ้นเราก็ย้ายออกจากต่างจังหวัดที่นั่นทันทีอย่ามาอยู่กรุงเทพฯและก็ซื้อบ้านอยู่กับแฟนแต่งงานด้วยกันและไม่เคยกลับไปที่นั่นอีกเลยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวติดใจฉันมากจนป่านนี้ก็อายุ 40 แล้วฉันยังไม่หายกลัวเลยแฟนหนุ่มของฉันก็กลัวเช่นเดียวกันก็ได้

ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจอะไรแต่พอได้ยินเสียงคนวิ่งตามเขาบอกว่าเมื่อเขาหันหลังไปเข้าพบกับ คนหนึ่งวิ่งตามพวกเรามาอย่างรวดเร็วมากดังนั้นเขาจึงรีบบิดมอเตอร์ไซค์อย่างรวดเร็วฉันต้องการที่จะหนีลงแก่คนนั้นเพราะเขาวิ่งเร็วผิดเกินมนุษย์เป็นอย่างมาก และนี่ก็คือประสบการณ์หลอนที่ติดตาของฉันตลอดมาค่ะ

 

 

สนับสนุนโดย  สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

ตำนานศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนพญานาคตำนานป่าคำชะโนด

       ที่วังนาคินทร์คำชะโนดจังหวัดอุดรธานีเป็นที่ตั้งของป่าคำชะโนด   ซึ่งพื้นที่แห่งนี้เป็นเกาะกลางแม่น้ำและบนเกาะก็มีลักษณะเป็นเหมือนกับป่าพื้นที่บนเกาะนั้นมีอยู่ประมาณเกือบ 20 ไร่และต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนเกาะนั้นจะเป็นต้นคำชะโนดซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีความสูงใหญ่แข็งแรงและทนทานหากเรามองจากข้างนอกไปยังเกาะแล้วเราจะเห็นแต่ต้นคำชะโนดเต็มไปหมดและที่เกาะกลางแม่น้ำนี่เองที่ชาวบ้านต่างให้ความเคารพนับถือ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าที่เกาะแห่งนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาศัยอยู่ตามความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้านเรียกว่าที่เกาะคำชะโนดนี้ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สถานที่ 1 ที่ผู้คนปากหมาพากันเดินทางมากราบไหว้

ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพนับถือกันมากที่สุดก็คือศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธเรามักจะเห็นข่าวว่ามีชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศจากประเทศไทยไม่ว่าจะมาจากทางภาคอีสาน  มาจากทางภาคเหนือ  มาจากทางภาคใต้ มาจากทางภาคตะวันออกหรือแม้แต่มาจากทางภาคตะวันตกหรือเรียกได้ว่ามาจากทุกทิศทุกทางต่างก็พากันรวมตัวกันเพื่อที่จะเดินทางมาที่เกาะคำชะโนดแห่งนี้โดยหวังว่าจะเข้ามากราบไหว้ขอพรเจ้าปู่ศรีสุทโธด้วยหลายคนชื่อว่าหากได้มีการมากราบไหว้ขอพรแล้วจะทำให้ประสบแต่ความสำเร็จและความเจริญซึ่งตรงบริเวณที่มีการตั้งศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธนั้นจะมีต้นไทรขนาดใหญ่อยู่

ซึ่งชาวบ้านก็จะเข้ามากราบเคารพบูชาตรงบริเวณที่มีรากของต้นไทรตรงนี้ด้วยสำหรับตำนานความเชื่อของป่าคำชะโนดนั้นเชื่อกันว่าที่นี่คือสถานที่ที่อยู่อาศัยของเหล่าพญานาคเป็นเมืองลี้ลับที่เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองบาดาลกับโลกมนุษย์โดยสถานที่แห่งนี้จะมีพญานาคราชปู่ศรีสุทโธและภรรยาของท่านคือองค์แม่ศรีปทุมมานาคราชเทวีช่วยกันปกปักรักษาดูแลสถานที่แห่งนี้อยู่มีตำนานเล่ากันว่าพญานาคราชปู่ศรีสุทโธได้เกิดทะเลาะกับเจ้าพ่อสุวรรณนาค

เนื่องจากเกิดความเข้าใจผิดจันทร์ขึ้นจึงได้มีการต่อสู้กันจนทั่วโลกสะเทือนไปสามภพเรื่องราวดังกล่าวจึงทำให้รู้ไปถึงหูของพระอินทร์ดังนั้นได้ยินจึงต้องเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เสื้อมาห้ามปรามไม่ให้พญานาคทั้ง 2 ตนสู้รบกันโดยแบ่งแม่น้ำออกเป็น 2 สายนั่นก็คือแม่น้ำโขงและแม่น้ำน่านได้จะแบ่งให้พญานาคทั้ง 2 ตนปกครองกันคนละน้ำโดยมีการแข่งขันกันว่าหากใครก็ตามที่สามารถสร้างแม่น้ำเสร็จก่อนแม่น้ำสายนั้นก็จะได้ปลาบึกไปไว้ในครอบครอง

ซึ่งพญานาคราชปู่ศรีสุทโธเป็นผู้สร้างแม่น้ำเสร็จก่อนเป็นผู้ครอบครองแม่น้ำโขงจึงทำให้ปัจจุบันแม่น้ำโขงนั้นชาวบ้านมักจะสามารถจับปลาบึกได้และพญานาคราชปู่ศรีสุทโธก็ได้มีการร้องขอพระอินทร์ว่าจะขอทางเชื่อมต่อขึ้นลงระหว่างโลกบาดาลกับโลกมนุษย์เอาไว้ 3 ที่โดยขอที่ธาตุหลวงนครเวียงจันทน์และอีกที่หนึ่งก็คือหนองคันแทและสถานที่ที่ 3 นี้ก็คือที่ป่าคำชะโนดนี่เองดังนั้นความเชื่อที่ว่า พญานาคจะขึ้นจากเมืองบาดาลมาที่โลกมนุษย์ได้ 3 เส้นทางก็คือตามเส้นทางที่ว่านี้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  gclub

 

วงการเพลงไทย

   วงการเพลงไทยนั้นเป็นวงการเพลงที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และสังเกตได้เลยว่าถ้าหากแนวเพลงไหนกำลังเป็นที่นิยมของผู้ฟัง วงการเพลงไทยนั้นก็มักจะนิยมทำเพลงไปตามในแนวทางเดียวกันด้วยซึ่งถือว่าแตกต่างจากวงการเพลงต่างประเทศ

เพราะวงการเพลงในต่างประเทศนั้นจะเป็นการผลิตแนวเพลงและเพลงที่แปลกใหม่เพื่อให้ผู้ฟังได้สัมผัสกับแนวดนตรีที่แปลกใหม่อยู่เรื่อยๆนั่นเอง ทำให้วงการเพลงไทยนั้นถือว่ายังไม่มีการพัฒนาเท่าที่ควร เหมือนอย่างในต่างประเทศนั่นเอง และถึงแม้จะมีวงดนตรีของไทยบางวงจะมีชื่อเสียงและสามารถไปยืนระดับโลกได้ก็จริง แต่วงการเพลงไทยนั้นก็อาจจะยังต้องมีการพัฒนาต่อไปให้ดียิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักมากขึ้นกว่านี้นั่นเอง

วงการเพลงไทยนั้นแนวเพลงในอดีตที่ผ่านมานั้นถือว่ายังเป็นแนวเพลงที่มีความจำเจและมีลักษณะแนวเพลงคล้ายๆเดิมอยู่เรื่อยมา แต่ในช่วงหลังๆจนถึงปัจจุบันนั้นวงการเพลงในไทยก็ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะสามารถต่อสู้กับผู้ฟังให้ได้นั่นเองในตอนที่วงการเพลงไทยนั้นยังไม่มีการพัฒนาหรือคิดค้นหสแนวเพลงที่แปลกๆขึ้นมานั้นทำให้ผู้ฟังหันไปฟังเพลงของต่างชาติมากขึ้นและจำนวนผู้ฟังเพลงไทยจึงลดน้อยลง 

เมื่อเกิดเหตุการเช่นนี้ขึ้นแล้วนั้นก็ถือว่าวงการเพลงไทยนั้นมีการตื่นตัวอยู่พอสมควรเช่นกัน เพราะก็ได้มีการพัฒนาขึ้นมาในระดับหนึ่งคือการกระตุ้นการฟังเพลงที่มากขึ้น อย่างเช่นการทำรายการแข่งขันการร้องเพลง ซึ่งมีการจัดทำหลากหลายรายการมากและมีการไปซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมาด้วย ทำให้รายการมีความน่าสนใจและการแข็งขันก็เป็นไปอย่างสนุกสนาน โดยถือว่าการทำรายการนั้นเป็นสิ่งที่กระตุ้นการฟังเพลงได้อย่างดี โดยเพลงที่ผู้เข้าแข่งขันนำมาร้องนั้นมีทั้งเพลงใหม่เพลงเก่า สากลก็มีแต่ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นเป็นเพลงไทย เพราะการร้องเพลงไทยโดยเฉพาะเพลงเก่าๆนั้นแล้วนำมาร้องให้เกิดเป็นเอกลักษณ์หรือเพิ่มลูกเล่นของผู้แข่งขันลงไปในเพลง ทำให้เพลงเหล่านั้นกลับมาฮิตและได้รับความนิยมอีกครั้งด้วยและเพลงใหม่ๆก็เช่นกัน ยิ่งถ้าเพลงไหนทำออกมาแล้วไม่มีผู้ฟังหรือผู้ฟังไม่เยอะ แต่เมื่อมีการ้องแข่งขันในรายกานเพลงนั้น เพลงนั้นจะกลายเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมากขึ้นอีกด้วย ก็ถิว่าการทำรายการเพลงก็เป็นการเปลี่ยนแปลงวงการเพลงไทยอย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะจะได้นักร้องที่มีความสามารถพิเศษที่แตกต่างไปหรือนักร้องที่มีการร้องแปลกใหม่และไม่ซ้ำกับแนวเพลงเดิมๆทอย่างในดีตที่ผ่านนั่นเอง

อย่างไรก็ตามวงการเพลงไทยในปัจจุบันก็ยังคงมีการพัฒนาและมีการให้โอกาสนักร้องนักดนตรีรุ่ยใหมิอยู่เสมอและเชื่อว่าในอนาคตก็จะมีเพลงที่เป็นแนวใหม่และแปลกแต่น่าสนใจเกิดขึ้นใหม่อยู่เรื่อยๆด้วย

 

 

สนับสนุนโดย  Holiday Palace ฝากขั้นต่ำ 100

ประวัติดนตรีไทย

เท่าที่เรานั้นเติบโตมาเราจำความได้นั้นเราก็เห็นเครื่องเล่นของดนตรีไทยแล้วแต่ว่าเรานั้นไม่รู้ว่าต้นกำเนิดนั้นมากไหน ซึ่งเรานั้นก็เชื่อว่าต้องมีคนสงสัยเหมือนกันว่าต้นกำเนิดของดนตรีไทยนั้นมาจากไหนอะไรยังไง ซึ่งวันนี้เรานั้นก็ได้ไปคิดหาประวัติของดนตรีไทยนั้นมาให้ฟังว่ามาจากไหน

 เครื่องเล่นดนตรีไทยก็เกิดจากชลชาติไทยเองและก็การเลียนแบบชนชาติอื่นๆ

ที่อยู่ใกล้ชิดกันโดยที่เริ่มตั้งแต่สมัยโบราณที่ตั้งไทยตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณาจักรฉ่องหวู่ดินแดนของประเทศจีนในปัจจุบัน ทำให้เครื่องดนตรีไทยและจีนมีการแลกเปลี่ยนเลียนแบบกันและนอกจากนี้ยังมีเครื่องเล่นดนตรีอีกหลายชนิดที่ชนชาติไทยเรานั้นได้ประดิษฐ์ขึ้นใช้ก่อนที่จะมาพบวัฒนธรรมอินเดีย ซึ่งได้แพร่หลายอยู่ทางตอนใต้ของแหลมอินโดจีน 

สำหรับเครื่องดนตรีดั้งเดิมของไทยจะเรียงตามคำโดดในภาษาไทย เช่น เกาะ โกร่ง กรับ ฉิ่ง ฉาบ ขลุ่ย พิณเปี๊ยะ ซอฆ้องและกลอง ต่อมา ได้มีการประดิษฐ์เครื่องดนตรีให้พัฒนาขึ้น โดยนำไม้ที่ทำเหมือนกรับหลายอันมาวางเรียงกันได้เครื่องเล่นดนตรีใหม่อีกอย่างหนึ่ง ที่เรียกกันว่าระนาดหรือนำฆ้องหลายๆ ได้มาทำเป็นวงเรียกว่า ฆ้องวง เป็นต้น  

นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมทางดนตรีของอินเดีย  มอญ เขมร ในแหลม อินโดจีนที่ไทยได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานอยู่  ได้แก่ พิณ สังข์ ปี่ไฉน บัณเฑาะว์ กระจับปี่ จะเข้ โทน  หรือว่าทับ เป็นต้น ในเมื่อเวลาต่อมานั้นเราก็ได้พูกมิตรความสำพันธ์กับเพื่อนบ้านมากขึ้นซึ่งไทยเราเองก็ได้นำเครื่องดนตรีบางอย่างของประเทศเพื่อนบ่านมาบรรเลงในวงดนตรีไทย เช่น  อย่าง กลองแขก ของชวา กลองมลายูของมลายูเปิงมางของมอญ และกลองยาวของไทยใหญ่ที่พม่านำมาใช้รวมทั้งขิม ม้าล้อ และกลองจีน

ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของจีน เป็นต้น และต่อมาไทยมีความสัมพันธ์ชาวกับตะวันตกและอเมริกา  ก็ได้นำกลองฝรั่ง เช่นกลองอเมริกัน และก็เครื่องเล่นดนตรีอื่นๆ เช่น ไวโอลีน ออร์แกน มาใช้บรรเลงในวงดนตรีไทย จากประวัติเครื่องเล่นดนตรีที่เรานั้นได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น สามารถแบ่งออกเป็นประวัติศาสตร์ของเครื่องดนตรีไทยได้เป็น  4 สมัย ดังต่อไปนี้  

สมัยสุโขทัย ซึ่งชาวไทยเรานั้นมีความสนุกสนานกับเครื่องเล่นดนตรีและร้องเพลงกันมากดังที่ปรากฏหลังในศิราจารึกของพ่อขุนรามคำแหง  เครื่องเล่นดนตรีไทยในสมัยสุโขทัยได้จากวงดนตรีไทยสมัยนั้นได้แก่ วงแตรสังข์ ที่ใช้บรรเลงในเพลงพระราชพิธีต่างๆ ประกอบไปด้วย เครื่องดนตรีแตรฝรั่ง  แตรงอน ปี่”ไฉนแก้ว กลองชนะ บัณเฑาะว์ และมโหระทึก วงปี่พาทย์เครื่องประกอบด้วย ปี่ใน ฆ้องวง ตะโพน สังข์ กลอง ทัด และฉิ่ง เป็นต้น 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากไม่มีขั้นต่ำ