Skip to main content

ความเข้มและน้ำหนักของการใช้สี

งานศิลปะต่างๆมีการใช้สีขณะที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตามทุกคนจะมีการเรียนรู้และการพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ โดยเฉพาะงานศิลปะในยุคปัจจุบันที่มีการเรียนรู้และการพัฒนาตลอดเวลาให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นผู้คนต่างๆเริ่มมีการพัฒนาลักษณะการทำงานและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในการทำงานศิลปะเพื่อระบายอารมณ์ นึกว่าจะเป็นจิตรกรหรือแม้แต่จะเป็นศิลปินต่างๆในยุคปัจจุบันก็มี

การพัฒนาการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นงานภาพเขียน จากอุปกรณ์ใดๆก็ตามหรือแม้แต่จะเป็นการทำปฏิมากรรมขึ้น รวมทั้งในยุคปัจจุบันศิลปะได้มีการเพิ่มขยายมากยิ่งขึ้นเป็นแบบดิจิตอลโดยใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานพรุ่งนี้อยู่ปัจจุบันโปรแกรมต่างก็ถูกผลิตออกมามากมาย

นี่เองจึงทำให้ศิลปะมีการพัฒนาตลอดเวลาการใช้สีใน Digital มีความทันสมัยที่เพิ่มมากขึ้นสามารถปรับเปลี่ยนสีได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำหนักต่างๆความเข้มความอ่อน สามารถปรับได้อยู่ตลอดเวลายังไงก็ตามรูปแบบของการเพิ่มค่าน้ำหนักของสีมีวิธีที่แตกต่างรถไฟ ยกตัวอย่างเช่นการเพิ่มหรือการปรับโทนสีเราจะใช้ hue ในการเปลี่ยนแปลงค่าของสี  หรือต้องการทำให้มีความเข้มขึ้นเราจะใส่โทนเข้าไป รวมทั้งถ้าอยากเพิ่มความสว่างเราจะใส่ tint แล้วถ้าใส่ค่าเป็นไงเราจะใช้เฉด

สิ่งต่างๆเหล่านี้เองเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของลักษณะของศิลปะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาความเข้มของสีและการใช้งานของสีน้ำตาลมีบทบาทอย่างมากจากการทำงานศิลปะในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะในการทำงานหรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เพราะผู้คนต่างให้ความสนใจในการพัฒนาการทำงานการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในการทำงานต่างๆที่ในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจในการพัฒนาการทำงานหรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการใช้สีต่างๆเพื่อพัฒนางานศิลปะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ศิลปะคือสิ่งที่บ่งบอกเกี่ยวกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ รวมทั้งยังมีงานศิลปะมากมายซึ่งในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอย่างไรก็ตามจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มมีการพัฒนางานศิลปะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยเฉพาะความสามารถในการเข้าถึงงานศิลปะในยุคปัจจุบันที่มีการเติบโตที่เพิ่มขึ้นระบบอินเตอร์เน็ตคอมพิวเตอร์และการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าหากัน มีการพัฒนาตลอดเวลา นี่คือทำให้งานศิลปะมีการพัฒนาตลอดเวลาสามารถเข้าถึงผู้คนง่ายมากขึ้นอย่างไรก็ตามงานศิลปะเป็นงานที่มีการพัฒนาตลอดเวลาให้ตามยุคตามสมัยตามลักษณะในการใช้ชีวิตของผู้คนนี้จะทำให้ศิลปะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

และการปรับเปลี่ยนต่างๆเหล่านี้ก็จะใช้อุปกรณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นสี พู่กัน และอุปกรณ์อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งบ่งบอกว่าแต่ละยุคสมัยนั้นมีการใช้อุปกรณ์อย่างไรบ้างในการทำงาน 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวดีๆโดย  สมัคร บาคาร่า ufabet

The Middle Ages

The Middle Ages หรือที่เรียกกันว่ายุคกลางเป็นยุคที่มักจะเรียกว่าเป็นยุคแห่งความมืดมนหรือยุคมืดแห่งศิลปะ เพราะก่อนจะมาสู่ในช่วงยุคกลางนั้นก็เป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรื่องทางด้านศิลปะอย่างมากในช่วงยุคกรีกโรมันมาก่อนนั่นเอง พอหลังจากช่วงยุคกรีกโรมันและเข้าสู่ช่วงยุคกลางแล้วนั้น การเจริญเติบโตทางด้านศิลปะเป็นสิ่งที่มีการถดถอยลงทำให้ความเป็นศิลปะในยุคนั้น

ถือว่าไม่มีการเกิดใหม่และมีการสร้างสรรค์ในเรื่องของศิลปะที่น้อยมากเลยทีดี เปรียบเสมือนการถดถอยทางด้านสติปัญญาของมนุษย์ในยุคนั้นด้วยทำให้หลังจากยุคกลางไปลแวนั้นก็คือยุคของศิลปะเรอเนซองส์นั่นเองและถือว่าเป็นยุคที่มีการเกิดใหม่ของศิลปะจึงเป็นยุคที่มีความรุ่งเรื่องทางด้านศิลปะอย่างมากเลยนั่นเอง

แต่ถ่หากจะพูดไปแล้วนั้นจะว่ากล่าวยุคกลางว่าเป็นยุคแห่งความถดถอยทางด้านศิลปะสะทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะในยุคนั้นถือว่าเป็นยุคที่มีช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 400 ปลายๆไปจนถึงช่วงปี 1453 ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีการกินระยะเวลาในยุคกลางนั้นถือว่ายาวนานมากเลยทีเดียวแลพในช่วงระยะเวลาเป็นพันปีนั้นจะว่าการเจริญเติบโตทางด้านศิลปะในยุคกลางนั้นเป็นศิลปะที่ห่วยตลอดพันปีเลยนั้นก็ไม่น่าจะเป็นไปได้

ดังนั้นแล้วถ้าหากจะพูดถึงศิลปะในช่วงยุคกลางนั้นก็มีการเกิดขึ้นของศิลปะจำนวนมากมายแต่การเกิดขึ้นนั้นอาจจะเป้นการเกิดขึ้นของศิลปะในลักษระที่มีคระที่มีความคล้ายคลึงกันหรือเป็นศิลปะที่ไม่มีการเกิดขึ้นเป็นรูปแบบบใหม่ๆ และทำให้ในช่วงระยะเวลาเป็นพันๆปีนั้นศิลปะในยุคกลางจึงดำเนินไปอย่างคงเส้นคงวาและเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นเอง

สำหรับศิลปะในช่วงยุคนั้นถึงแม้จะเป็นยุคมืดของศิลปะแต่การเกิดขึ้นของศิลปะในยุคนั้นก็ถือว่ามึวามสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของวงการศิลปะก็ว่าได้ เพราะในช่วงนั้นเป็นช่วงของการเจริญเติบโตทางด้านศาสนาและมีการสนัยสนุนในเรื่องของศาสนามากกว่าศิลปะนั่นเอง ทำให้ในยุคนั้นผลงานทางด้านศิลปะจึงเน้นไปด้านงานสถาปัตยกรรมเป็นหลัก ดดยสิ่งที่น่าสนใจในความเป็นงานศิลปะในยุคกลางนั้นก็คือการสร้างโบสถ์หรือสถานที่ทางศาสนาก็ถือว่ามีความสวยงามตามแบบฉบับศิลปะในยุคกลางแต่เนื่องด้วยว่าศาสนาได้รับความนิยมมากกว่าศิลปะทำให้ ความเป็นศิลปะหรือความสวยงามนั้น

ไม่ได้มีความโด่ดเด่นและน่าสนใจจนจะทำให้ศิลปะในยุคนั้นเป็นยุคที่มีการเจริญรุ่งเรืองนั่นเอง ซึ่งประเภทที่เป็นศิลปะในยุคกลางนั้นก็คือ ศิลปะโกทิค ศิลปะแบบบารอก ศิลปะเรอเนซอส์หรือที่เรียกว่าฟื้นฟูศิลปะวิทยาและศิลปะแบบรอกโกโก ก็ล้วนเป็นศิลปะในยุคกลางทั้งสิ้น แต่ยุคเรอเนซองส์นั้นจะมีความพิเศษและเป็นยุคที่มีความน่าสนใจทางด้านศิลปะมากที่สุดของยุคกลางนั่นเองจึงทำให้ในบางครั้งยุคเรอเนซอส์มักจะถูกแยกออกจากยุคอื่นๆ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sa casino ฟรี300

เรียนศิลปะจบไปทำอะไรดี

ในแต่ละปีนั้นต้องยอมรับว่ามีนักศึกษาที่เรียนศิลปะและเรียนจบในสาขาอาชีพนี้จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวแต่มีจำนวนน้อยมากที่เรียนจบด้านนี้แล้วนั้นไปประกอบอาชีพด้วยการเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว แล้วที่เหลือสามารถจะทำอะไรได้บ้างหลายคนอาจจะกังวลว่าเรียนจบศิลปะแล้วจะไม่มีงานทำ แน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลในยุคนี้แล้วเพราะการเรียนจบศิลปะนั้นสามารถที่จะทำงานหรือนำศิลปะไปต่อยอดในการทำงานด้านอื่นๆ

ได้นอกจากการเป็นศิลปินนั่นเอง แตโดยส่วนใหญ่แล้วในบางครั้งนักศึกษาจะไม่ค่อยได้ค้นพบตัวเองในเวลาที่เร็วมากนัก การเตรียมพร้อมก่อนเรียนจบเพื่อให้เรานั้นเรีบยจบไปแล้วมีงานรองรับเลยนั้นจึงเป้นเรื่องสำคัญ และสถานศึกษาโดยส่วนให่ก็คำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยว่าเรียนจบศิลปะไปแล้วนั้นจะสามารถประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง

สิ่งแรกที่เป็นเป้าหมายหลักของนักศึกษาศิลปะหลังเรียนจบนั้นก็คือการได้ทำงานเป็นศิลปินหรือการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะอย่างเต็มตัว ซึ่งงานศิลปะนั้นก็มีมากมายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์โดยการวาดภาพ การสร้างสรรค์งานประติมากรรม รวมทั้งการนำศิลปะหลายๆประเภทมาประยุคและก่อให้เกิดความคิดสรร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ๆ

และมีการนำไปโชว์หรือจัดนิทรรศการสิลปะต่างๆ ซึ่งปัจจุบันการจัดนิทรรศการเพื่อให้ความรู้และเพื่อให้ความเพลิดเพลินนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับความสนับสนุนอย่างดีมากและการทำงานศิลปะในลักษณะนี้นั้นก็เป็นช่องทางแรกที่นักศึกษาที่เรียนจบสาขาศิลปะประเภทต่างๆมานั้นใฝ่ฝันและอยากที่จะทำ แต่ในบางครั้งด้วยจำนวนนักศึกษาหรือคนที่จบางด้านศิลปะมานั้นมีจำนวนมาก การสร้างสรรค์ศิลปะต่างๆจึงถือว่าการแข่งขันที่สูง

ทำให้หลายคนหันมาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเชิงพาณิชย์ คือไม่ได้เน้นในการสร้างสรรค์ด้วยการวาดภาพ การปั้น เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นำสิ่งเหล่านี้มาผสมผสานกับสินค้าที่สามารถขายได้ทั่วไป เช่นเครื่อประดับ กระเป๋า หรือสิ่งขิงที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ม่ว่าจะเป็นการนำศิลปะภาพวาดมาผสมผสานลงบนกระเป๋า เครื่องใช้ต่างๆด้วยการเย็บ ปีก สกรีนเป็นต้น 

ก็ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ศิลปะที่มีรูปแบบใหม่ให้คนได้เสพหรือสัมผัสกับศิลปะในรูปแบบอื่นๆนอกจากการชมภาพวาดหรือรูปปั้นนั่นเอง ซึ่งอาชีพนี้ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจสำหรับคนที่เรียนจบทางด้านศิลปะมาเพราะเป็นการสร้างผลงานที่มีความ Unique และเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ได้สูงเลยทีเดียว

ในปัจจุบันสื่ออนไลน์มีความสำคัญอย่างมากแน่นอนว่าคนที่จบการเรียนด้านศิลปะมานั้นมีความสำคัญกับการทำงานด้านนี้อย่างมากเพราะสื่ออนไลน์ต่างๆล้วนต้องการความคิดสร้างสรรค์และผู้ที่เรียนจบด้านศิลปะมักจะมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีทำให้อาชีพการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆผ่านสื่ออนไลน์นั้นก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับนักศึกษาที่จบด้านศิลปะมาด้วย อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะอาชีพใดการทำในสิ่งที่ชอบและสิ่งที่เรารักนั้นจะทำให้สิ่งที่เรานั้นทำออกมาดีและมีคุณค่าเสมอ

 

 

สนับสนุนโดย  ufabet บนมือถือ

ความลับที่ถูกซ่อนอยู่ในผลงานของ Edgar Degas

ในช่วงระหว่างปี 1876-1880 เป็นช่วงเวลาที่ Edgar Degas ได้มีการสร้างสรรค์ชิ้นงานทางศิลปะขึ้นมา ถึงแม้จะเป็นชิ้นงานที่มีความน่าสนใจแต่กลับไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนักและหนึ่งในชิ้นงานที่ Edgar Degas ได้สร้างสรรค์เอาไว้นั้นก็คือ Portrait of a woman เป็นชื่อที่มีความเหมาะสมดีกับภาพวาดนั้นอย่างมาก

เพราะนอกจากผู้หญิงที่สวมใส่ชุดดำในภาพวาดในภาพนั้นก็ไม่ได้มีอะไรอย่างอื่นที่น่าสนใจไปกว่าผู้หญิงชุดดำในภาพวาด จนเวลาล่วงเลยไปในปี 1922 ซึ่งเป็นยุคที่มีการค้นพบและมีการให้ความสนใจเกี่ยวกับผลงานชิ้นนี้ถึงแม้ Edgar Degas จะได้ล่วงลับไปแล้วเป็นเวลานานกว่า 100 ปี ผลงานของเขานั้นจึงได้มีการนำมาตรวจสอบและวิเคราะห์เพื่หารายละเอียดใหม่ๆ ที่จะสามารถนำไปสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะที่มากขึ้น

เมื่อมีการตรวจสอบและวิเคราะห์ภาพวาดดูแล้วนั้น ได้มีการค้นพบรายละเอียดและความเป็นเอกลักษณ์ในการวาดของ Edgar Degas แต่ก็ยังไม่ได้เป็นที่ตื่นเต้นในการวิเคราะห์สักเท่าไหร่นัก จนกระทั่งมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ภาพวาด ซึ่งเทคโนโลยีที่มีการนำเข้ามาตรวจสอบภาพวาดนั้นก็คือการ X-ray โดยการตรวจและวิเคราะห์ครั้งนี้นั้นถูกจัดขึ้นเมื่อปี2016และมีการใช้ระยะเวลาในการวิเคราะห์และตรวจสอบมากถึง33ชั่วโมง ก้ทำให้ได้พบกับความตื่นต้นที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ภาพหญิงสาวนั้นมีภาพของหญิงสาวอีกคนซ่อนอยู่ภายใต้หญิงสาวชุดดำและเมื่อมีการวิเคราะห์และมีการแยกออกมาจากกัน ก็พบว่ามีสไตล์การวาดที่มีความแตกต่างกันออกไป ต่างจากฝีแปรงปกติที่มีการวาดของ Edgar Degas 

ซึ่งก็มีการตั้งข้อสันนิษฐานมากมาย ว่ามีสิ่งใดที่ผิดปกติหรือมีอะไรเกิดขึ้นกับภาพวาดภาพนี้ แต่ก็ได้มีการวิเคราห์และหาคำตอบโดยละเอียดเลยสรุปได้ว่า Edgar Degas นั้นอาจจะมีการนำภาพใบเก่าๆมาวาดทับ ทำให้เกิดภาพทับซ้อนเหล่านี้ขึ้นนั่นเอง แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าภาพวาดของ Edgar Degas นั้น

ก็คือการใช้เทคโนโลยีในการวิเคราห์และตรวจสอบภาพดังกล่าวที่สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้เพื่อวิเคราะห์การทำงานว่าจิตรกรแต่ละคนในอดีตนั้นมีการสร้างสรรค์หรือการทำงนในการวาดภาพอย่างไรมากกว่า 

ความลับที่เกิดขึ้นบนภาพวาดของ Edgar Degas ที่ได้มานั้นก็ทำให้เราทราบว่าในช่วงยุคนั้น ในยุคของ Edgar Degas นั้นการเป็นจิตรกรที่ดี จะต้องมีการใช้ทรัพยากรและใช้ชีวิตอย่างมัธยัดด้วยและรู้จักการที่จะปล่อยวางไม่ยึดติดกับผลงานภาพวาดเก่าๆที่ตนเองนั้นสร้างสรรค์ขึ้นมา และมีการนำผ้าใบที่ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานนั้นกลับมาใช้หรือกลับมารีไซเคิล

เพื่อใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆอีกครั้ง ถึงแม้จะเป็นความลับที่ไม่ได้น่าตื่นเต้นนัก แต่อย่างน้อยการค้นพบสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ผลงานของ Edgar Degas นั้นกลับมาเป็นที่นิยมและเป็นสิ่งที่หลายคนที่ชื่นชอบในผลงานด้านภาพวาดนั้นจะต้องดูให้ได้สักครั้งหนึ่ง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวมาจาก  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

3 ภาพที่มีราคาแพงที่สุดของ Vincent van Gogh

Vincent van Gogh หรือที่เราอาจจะรู้จักกันดีในชื่อ แวน โก๊ะ ศิลปินชื่อดังชาวดัตซ์ ที่มีชื่อเสียงด้านการวาดภาพในช่วง 3 ปีหลังของชีวิต แวน โก๊ะ เกิดในปีคริสต์ศักราช 1853 ช่วงชีวิตในสมัยเด็กของเขานั้นไม่ได้ดีมากนัก เขาจำต้องเริ่มทำงานเพื่อดูแลตนเองตั้งแต่อายุได้เพียงแค่ 16 ปี และไม่ได้มีงานประจำที่มั่นคงสักเท่าไหร่ เพราะเขานั้นเปลี่ยนงานอยู่เสมอ จนถึงอายุได้ 27 ปี 

ในวัย 27 ปี แวน โก๊ะ ก็ผันตนเองมาเป็นจิตกรอย่างสุดกำลัง ซึ่งใน 5 ปีถัดมา แวน โก๊ะ ก็ส่งผลงานชิ้นยอดเยี่ยมชิ้นแรกเข้าสู่วงการภาพวาดที่มีชื่อว่าThe Potato Eaters ซึ่งโด่งดังมากในปัจจุบัน แต่ว่าอย่างที่ทราบกันว่า ณ ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้นผลงานไม่ได้เป็นที่นิยมเท่าไหร่ ทำให้เขานั้นสามารถขายภาพของเขาที่มีชื่อว่า Starry Night  ได้เพียงภาพเดียวในตลอดชีวิต แต่ปัจจุบันผู้คนต่างให้ความสนใจกับรูปวาดของ แวน โก๊ะ มากขึ้นทำให้ภาพวาดของเขามีราคาที่สูง โดย 3 ภาพ ที่มีราคาแพงที่สุดของเขา ได้แก่

1.Portrait of Dr. Gachet

บุคคลในภาพ คือ นายแพทย์ โปล กาแช ซึ่งเป็นหนึ่งในเพื่อนซี้ของแวน โก๊ะ ภาพนี้เขียนขึ้นในคริสต์ศักราช 1890 ซึ่งนับได้ว่าเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตแวน โก๊ะ รูปนี้ถูกขายออกไปหลายทอดแล้ว และในปีคริสต์ศักราช 1990  ก็สามารถขายได้ในราคาสูงสุดถึง 82.5 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา คิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,500  ล้านบาทไทย และ ณ ปัจจุบัน รูปนี้มูลค่าสูงถึง 137.7 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา คิดเป็นเงินไทยประมาณ4,000 ล้านบาท 

2.Portrait of Joseph Roulin

บุคคลในรูป คือ เพื่อนซี้อีกคนของแวน โก๊ะ  ภาพนี้ถูกวาดขึ้นในช่วงเวลาที่ แวน โก๊ะ ย้ายไปอยู่ที่เมืองหนึ่งในฝรั่งเศส  นอกเหนือจากภาพนี้แล้ว  แวน โก๊ะ ยังคงวาดภาพเหมือนบุคคลอื่นๆ ในครอบครัวของเพื่อนคนนี้อีกด้วย ปัจจุบันภาพนี้มีมูลค่าถึง 103.8 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,300 ล้านบาท

3.Portrait de l’artiste sans barbe

ถึงแม้ว่าแวน โก๊ะ จะวาดรูปเสมือนจริงของตัวเขาเองบ่อยๆ แต่ว่านี่เป็นรูปเหมือนของเขาที่พิเศษและหาดูได้ยากมาก เพราะในรูปนี้เขานั้นได้มีการโกนหนวดเคราทั้งหมดออก ซึ่งปกติเขาไม่ได้ทำ ทำให้รูปนี้หาดูได้ยาก และดูออกจะผิดหูผิดตา ต่างจากตัวจริงของเขาที่ไม่ค่อยจะโกนหนวดเคราสักเท่าไหร่  และสิ่งที่ทำให้ภาพนี้ดูมีคุณค่ามากขึ้น เนื่องจากเขาได้วาดภาพนี้ให้แม่ก่อนที่จะสูญเสียชีวิตในปีนั้น ทำให้ภาพมีราคาแพง ปัจจุบันภาพนี้มีมูลค่าถึง 101 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,200 ล้านบาท

นอกเหนือจาก 3 ภาพนี้แล้ว แวน โก๊ะ นั้นยังมีผลงานที่มีชื่อเสียงและมูลค่าสูงอีกหลายชิ้น ถึงแม้ว่าในช่วง 10 ปีที่เขาหันหน้าเข้าสู่วงการการวาดภาพจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ทำให้ตัดสินใจจบชีวิตตนเองลงไป แต่ในตอนนี้ผลงานของเขากลับมีชื่อเสียงอย่างมาก ซึ่งถ้าหากแวน โก๊ะ ไม่ตัดสินใจเช่นนั้น ณ ตอนนี้เราคงจะเห็นผลงานชั้นเยี่ยมอีกมากมายของเขา

 

 

สนับสนุนโดย   ดูบอลสด

ตำนาน ต้นกำเนิดของการกินข้าวสาร

ในสมัยก่อนนั้นคนไทยไม่ได้กินข้าวสารที่เป็นเม็ดข้าวสีขาวอย่างที่เรากินกันในปัจจุบันแต่พวกเขานั้นกินแก่นข้าวซึ่งแก่นข้าวนั่นก็หมายถึงเปลือกของข้าวด้วยการที่คาดว่าจะเติบโตมานั้นหากโตเต็มที่เข้ากันก็จะมีเปลือกแข็งๆอยู่เลยชาวบ้านนั้นก็จะนำเม็ดข้าวและเปิดแข็งนั้นมาตำให้ละเอียดนำเปลือกแข็งออกมาและนำเม็ดข้าวสีขาว ไปทิ้งและเลือกที่จะกินเปลือกแข็งนั้นแทน

โดยชาวบ้านมองว่าการที่กินเปลือกแข็งของเม็ดข้าวสารนี้นั้นคือเรื่องปกติและคิดว่าหากกินเม็ดข้าวสีขาวๆจะทำให้ตายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งได้มีครอบครัวหนึ่งที่มีลูกอยู่คนนึงซึ่งเป็นเด็กน้อยอายุประมาณ 2 ขวบมีอยู่วันหนึ่งที่เขานั้นร้องไห้หนักมากต่อให้พ่อแม่นั้นจะพยายามปลอบมากเท่าไรเท่านั้นก็ไม่หยุดร้องไห้สักทีด้วยความที่คุณแม่โมโหเธอจึงตอบไปว่าจะต้มเมล็ดข้าวสีขาวให้กินเมื่อเด็กน้อยอายุวัย 2 ขวบได้ยิน

เขาก็หยุดร้องไห้ทันทีแต่เมื่อคุณแม่เห็นว่าลูกหยุดร้องไห้แล้วไปต้องเปลือกข้าวซึ่งก็คือแก่นข้าวมาให้ลูกก็ร้องไห้ต่อด้วยความที่แม่โมโหแม่เลยเอาแก่นข้าวไปทิ้งแล้วเอาเม็ดข้าวสีขาวมาต้มให้ลูกกินลูกกินก็มีความสุขหัวเราะชอบใจและสักพักก็หลับไปด้วยความที่พ่อแม่ไม่รู้จนคิดว่าลูกของตัวเองนั้นตายไปแล้วจึงพากันร้องห่มร้องไห้

แต่เมื่อเด็กนั้นได้ยินเสียงพ่อแม่ร้องไห้เขาจะลุกขึ้นมาพ่อแม่จนถึงกับต้องตกใจหลายวันผ่านมา พ่อแม่นั้นก็มักจะต้มเมล็ดข้าวสีขาวให้ลูกกินและอยากรู้ว่าทำไมลูกถึงชอบนักหนาพวกเขาจะลองกินและพบว่ามันนั้นมีรสชาติอร่อยกว่าแก่นข้าวซะอีกหลังจากนั้นไม่นานพวกเขานั้นก็เริ่มไปบอกกับทุกคนครับเมล็ดข้าวสีขาวนั้นกินได้และมีรสชาติที่อร่อยกว่าเปลือกข้าวเป็นอย่างมากมันก็เลยกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้เรานั้นไม่กินเปลือกข้าวและก็ได้นำเมล็ดข้าวมากินกันนั่นเองค่ะ

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าแค่การกินข้าวสารนั้นมันจะมีตำนานพวกนี้อยู่นอกจากนั้นก็ยังคงไม่น่าเชื่ออีกทีว่าคนเราในสมัยก่อนนั้นคิดว่าเมล็ดข้าวที่แสนอร่อยเหล่านั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้พวกเขาตายแต่เราก็ต้องขอบคุณบรรพบุรุษของเราแล้วก็ เด็กน้อยคนนั้นที่ได้ทำการสอนให้ทุกคนได้รู้ว่าเปลือกข้าวนั้นอร่อยน้อยกว่าเมล็ดข้าว สีขาวบริสุทธิ์

 

 

สนับสนุนโดย   สมัครจีคลับ ไม่มีขั้นต่ำ

ศิลปะการแต่งหน้าให้สวยงาม

การแต่งหน้าเป็นการเสริมแต่งให้ใบหน้าของเรานั้นดูดีมากขึ้น ปัจจุบันการแต่งหน้าถือว่าเป็นศิลปะที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนเรานั้นหันมาใส่ใจกับใบหน้าเพื่อความสวยงามมากขึ้นและการแต่งหน้าไม่เป็นเพียงการเสริมสร้างความงามบนใบหน้าเท่านั้นแต่ยังถือว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยในการเสรอมสร้างบุคลิดภาพให้กับคนคนนั้นด้วย

การแต่งหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญของผู้หญิงในปัจจุบันมากขึ้นและถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำในทุกๆวันด้วย ดังนั้นจึงถือว่าผู้หญิงดดยส่วนใหญ่ที่แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางค์นั้นมีการใช้ศิลปะต่างๆเข้ามาเพื่อเป็นเทคนิคและทำให้ตัวเองนั้นเกิดความมั่นใจในการแต่งหน้า

การสร้างโครงให้กับใบหน้า ถือว่าถ้าหากไม่มีความชำนาญหรือความมีศิลปะในหัวใจนั้นก็ถือว่าการสร้างโครงทำได้ยาก เพราะผู้แต่งห้าไม่มีจิตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ที่จะสร้างกรอบหรือโครงหน่ให้กับตัวเองนั่นเอง ดังนั้นการสร้างกรอบหน้า โครงหน้าจึงจำเป็นจะต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่าศิลปะเพื่อนำมาใช้และผสมผสานกับเครื่องสำอางค์ที่มีให้ได้มาซึ่งความสวยงามของกรอบหน้าและโครงหน้า นั่นเอง

โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่แต่งหน้านั้นจะต้องมีการวางกรอบหน้าและโครงสร้างของหน้าก่อนด้วยว่า หน้าของเรานั้นจะต้องทำกรอบหรือมีโครงสร้างบนใบหน้าอย่างไร และการสร้างกรอบหน้านั้นสามารถที่จะทำได้โดยการใช้แปรงแต่งหน้าและเครื่องสำอางที่คุ้นเคยอย่างเฉดดิ้งนั้นมาสร้างกรอบโดยถ้าหากต้องการหน้าที่เรียวเล็กก็จะต้องทำการสร้างกรอบที่เข้มในบริเวณข้างแก้มช่วงกรามและสันจมูก

เพื่อให้กรอบหน้าของเรานั้นดูชัดและสิ่งนี้ถ้าหากขาดจินตนาการและศิลปะในการแต่งนั้นก็จะทำให้หน้าของเรานั้นออกมาไม่สวยได้ การใช้ศิลปะเพื่อการสร้างกรอบและโครงสร้างหน้านั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

การใช้เทคนิคในเรื่องของสีเข้ามาเป็นตัวเพิ่มสีสันให้ใบหน้า ถือเป็นสิ่งที่เรียกว่าศิลปะเช่นกัน เพราะการที่เราจะสามารถใช้สีต่างๆเพื่อใช้ในการแต่งหน้าให้ออกมาสวยงามนั้นความรู้เรื่องของโทนสีจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากเช่นกัน การที่เรานั้นรู้เกี่ยวกับหลักการของสรทางศิลปะจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้การแต่งหน้าของเราราบรื่น สวยงามแล้วนั้นการใช้เทคนิคสีเข้ามาช่วยในการสร้างสรรค์การแต่งหน้านั้นยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความแปลกใหม่ให้กับใบหน้าด้วย 

ไม่ว่าจะอย่างไรการแต่งหน้าก็ถือเป็นศิลปะที่มีความนิยมอีกแขนงหนึ่ง เพราะบางครั้งไม่ใช่เพียงแต่การแต่งหน้าอย่างไรให้สวยงามให้มีความมั่นใจแต่ศิลปะการแต่งหน้าก็ยังมีการแต่งหน้าอีกมากมายที่มีการนำศิลปะเข้ามาร่วมด้วย และการแต่งหน้าโดยใช้ศิลปะโดยตรงเพื่อสร้างความแปลกและแตกต่างมากขึ้นไปได้อีกด้วย ศิลปะจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราแม้กระทั่งในตอนที่เราแต่งหน้า

 

สนับสนุนโดย  gclub

ตำนานยักษ์แห่งโจทันฮาย ( Giants of Jotunheim )

          ตำนานที่เรากำลังจะพูดถึงกันนี้เป็นตำนานที่เกิดขึ้นทางประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เป็นตำนานที่เกี่ยวกับเทพเจ้า ซึ่งคนในแถบสแกนดิเนเวียนี้มีความเชื่อเกี่ยวกับโลกทั้งเก้า ที่มีดินแดนหนึ่งที่มีพื้นที่อยู่ในป่าทึบ แต่มีความหนาวเย็นและมีแต่ความแห้งแล้งกว้างใหญ่ไพศาล สุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียวซึ่งดินแดนแห่งนี้มีชื่อเรียกว่าโยทันฮาย ซึ่งทีนี่จะเป็นที่อยู่ของบรรดาเหล่ายักษ์ทั้งหลาย หรือที่เรามักเรียกยักษ์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ว่ายักษ์น้ำแข็งนั่นเอง

ยักษ์ที่นี่แต่ละตัวจะมีรูปร่างหน้าตาที่ไม่เหมือนกัน แต่ละตัวก็จะมีหน้าตาที่แตกต่างกันออกไป แต่ที่พวกมันจะเหมือนกันมากนั่นก็คือพวกมันมีหน้าตาที่น่าเกลียดและน่ากลัวอย่างมากและที่สำคัญพวกมันนั้นจะมีเขี้ยวและเล็บตามร่างกายอีกด้วย  นอกจากยักษ์เหล่านี้จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งแล้ว ยักษ์น้ำแข็งเหล่านี้ ว่ากันว่าจะมีเวทมนต์ที่แกร่งกล้าอีกด้วย และแน่นอนด้วยความแข็งแรงและเก่งกาจแบบนี้นี่เอง ทำให้เทพเจ้าที่ชื่อว่า ทอร์มักจะมีการบุกเข้าไปในดินแดนของยักษ์โยทันฮายเพื่อเข้าไปต่อสู้หวังจะล้างบางเหล่าบรรดายักษ์น้ำแข็งเหล่านี้อยู่เป็นประจำนั่นเอง 

แต่ถึงแม้ว่ายักษ์น้ำแข็งเหล่านี้จะดูเหมือนว่าพวกนั้นเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายและไม่น่าคบค้าสมาคมด้วย แต่ว่ามีตำนานพูดถึงเทพเจ้าบางองค์ในแอตการ์ดที่ยังคงมีความสัมพันธ์ หรือสืบเชื้อมีสายพันธ์มาจากยักษ์ในโยทันฮายด้วยเช่นกัน อย่างเช่นเทพเจ้าที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี อย่างเทพเจ้าโลกิ  ซึ่งเราจะสามารถดูข้อมูลนี้ได้จากการที่มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ให้ได้ดูกันทั่วโลกอยู่ในตอนนี้

ซึ่งชื่อภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับยักษ์น้ำแข็งนี้ก็คือ เรื่องเทพเจ้าทอร์ เทพเจ้าสายฟ้านั่นเอง  ซึ่งหากใครที่ได้เคยดูหนังเรื่องทอร์แล้วละก็จะรู้ถึงความเป็นมาของสายสัมพันธ์ของยักษ์น้ำแข็งกับเทพเจ้าโลกิ ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว 

         อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็คือตำนานทีมีการพูดถึงกันอย่างมากและนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้เราหลายคนได้ชมกัน แต่ว่าตำนานก็คือตำนานไม่มีใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเรื่องราวเหล่านี้มีอยู่จริงหรือไม่ แต่ตำนานของแต่ละประเทศนั้นก็จะมีเรื่องราวที่เล่าแตกต่างกันออกไป สำหรับตำนานเหล่านี้เป็นเรื่องเล่าที่ฟังดูคล้ายกับนิทานแต่คนในสมัยโบราณต่างก็มีความเชื่อกันมาแบบนี้และมีการเล่าสืบต่อกันมาเพื่อหวังให้เรื่องราวเหล่านี้จะสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินนั่นเอง

 

ขอขอบคุณ  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ  ที่ให้การสนับสนุน

BDSM ศิลปะ18+

BDSM ย่อมาจาก…

B = Bondage (สภาวะที่ถูกพันธนาการ หรือความเป็นทาส) 

D = Dominance (การปกครอง) และ Discipline (การลงโทษ)

S = Sadism (การมีความสุขจากการที่ได้ทำร้ายคนอื่น) และ Submission (การยอมจำนน)

M = Masochism (การมีความสุขจากการที่ถูกคนอื่นทำร้าย)

BDSM คือ ความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ โดยการสวมบทบาทต่างๆในระหว่างกิจกรรมทางเพศ เช่น การสวมบทบาทเป็นผู้ลงทัณฑ์ ผู้มีอำนาจ ผู้ยอมจำนน เป็นต้น ซึ่งผู้ที่สมบทบาทนั้นต่างจะได้รับความสุขในแบบที่ตัวเองชอบ ไม่ว่าจะเป็นความสุขจากการเป็นผู้กระทำที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกเจ็บปวดหรือผู้ถูกกระทำที่ได้รับความสุขจากการเจ็บปวดก็ได้ BDSM ถือว่าเป็นการเพิ่มความเร่าร้อนให้กิจกรรมทางเพศอย่างมาก  

หากจะยกตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่อง BDSM นี้คงไม่พ้นภาพยนตร์ Fifty Shades of Grey ที่สามารถถ่ายทอดความเป็น BDSM ออกมาได้อย่างดี โดยเราจะเห็นพฤติกรรมของพระเอกที่มีความเป็น BDSM คือพระเอกมีความสุขจากการที่ได้ร้ายนางเอก ส่วนนางเอกก็มีความเป็น BDSM คือมีความสุขจากการที่ถูกพระเอกทำร้ายระหว่างทำกิจกรรมทางเพศร่วมกัน คนทั่วไปอาจจะรับไม่ได้กับภาพยนตร์แบบนี้ และพาลตีความในแง่ลบเกี่ยวกับพฤติกรรม BDSM ว่าเป็นการใช้ความรุนแรง เป็นเรื่องผิดปกติ จนถึงขั้นน่ารังเกียจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว BDSM ก็ไม่ต่างจากศิลปะแขนงหนึ่งที่ช่วยเพิ่มอรรถรสและความน่าสนใจให้กับกิจกรรมทางเพศ คนที่มีพฤติกรรม BDSM ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว นั่นเป็นเพียงแค่ความชอบ และพฤติกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น

BDSM จะเป็นศิลปะได้อย่างไร?

ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องเปิดใจมองให้กว้างอย่างทีเดียว ถึงจะสามารถเห็นศิลปะใน BDSM ได้ อย่างการสวมบทบาทเป็นตัวละครสมมุติต่างๆ ก็เกิดเป็นศิลปะได้ อย่างเช่น การสวมบทบาทเป็นเจ้านายกับคนใช้ การสวมบทบาทเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองกับผู้ถูกปกครอง ก็เป็นการเพิ่มสีสัน ความน่าตื่นเต้นได้อย่างหนึ่ง หากผู้ที่สวมบทบาทมีความยินยอมเต็มใจที่จะกระทำทั้งสองคนก็ถือได้ว่าเป็นศิลปะระหว่างกิจกรรมทางเพศของทั้งสอง  ในเมื่อละครก็คือศิลปะทางการแสดงอย่างหนึ่ง ดังนั้นการที่ สวมบทบาทเป็นตัวละครสมมุติระหว่างทำกิจกรรมทางเพศก็ย่อมไม่ต่างจากการทำการแสดงซึ่งเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเช่นกัน

BDSM ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจ เพราะทุกคนล้วนมีความชอบและพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ควรมองและเปิดรับ BDSM เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ถ้าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้สร้างความเดือดร้อน หรือละเมิดสิทธิใครก็ย่อมไม่ผิด แต่ถ้าเมื่อไรที่อีกฝ่ายไม่ได้ยินยอมและเต็มใจในพฤติกรรม BDSM นั่นก็ย่อมเข้าข่ายการใช้ความรุนแรงต่อคนอื่นได้แล้ว 

 

 

สนับสนุนโดย  สมัคร Sagame ฟรี

ประวัติของ ตาร์ บาร์บี้ 

แต่จะไม่เข้าไปในชีวิตแก อยากเรียนอะไรก็เรียน อยากทำอะไรก็ทำ สิ่งที่พ่อแม่ให้คือการสอนให้ผมคิด ทำอะไรต้องคิด อะไรถูกอะไรผิดต้องใช้สมองคิด สมัย เด็ก ๆ จะไปเที่ยวกลางคืน ไม่มีพ่อแม่คนไหนให้ไปหรอก ส่วนใหญ่ต้องหนีไป แต่พ่อแม่ผมบอกให้ คิดเองว่าจะไปมั้ย แล้วมาบอกแล้วกัน ผมก็เดินไปบอกว่า “ ผมไปนะ ” โอเค งั้นเดี๋ยวแม่ไปส่ง แต่แก กลับเองนะ ถ้าเที่ยวแล้วกะว่าเมาแน่ ๆ อย่าเอารถไป เพราะมันจะสร้างความเดือดร้อนให้ตัวแกเอง เป็นอะไรไปพ่อแม่ก็เสียใจ ตอนเด็ก ๆ ที่ได้คิดเอง ผมก็คิดได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เรื่องเดียวที่พ่อแม่ขอไว้คืออย่าทำสิ่ง ผิดกฎหมาย ไม่ต้องถึงพ่อแม่หรอก ถ้าเกิดทำขึ้นมา ตำรวจก็จับอยู่ดี 

ถ้าผมมีลูก ผมก็อยากให้ลูกเป็นคนใฝ่รู้ คิดเองได้ โดยที่มีเราอยู่ข้าง ๆ คอยตะล่อม ไม่ใช่ ไปจูงไปลากเขา เพราะการมีอายุมากกว่าไม่ได้หมายความว่าจะฉลาดกว่าหรือมีอำนาจมากกว่า แต่ การที่ผู้ใหญ่ใช้กฎระเบียบและความที่อายุมากกว่ามาบังคับ เป็นเพราะไม่รู้จะเอาวิธีไหนมาคอนโทรล เด็ก แต่ไม่ได้สนใจว่าสิ่งที่วัยรุ่นอยากได้ก็คือความเข้าใจและการยอมรับ ทั้งจากผู้ใหญ่และจากสังคม 

บางครั้งการที่เด็กรุ่นเดียวกันมานั่งข่มกันเองทำให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เพราะพวกเขาหาวิธี ทำให้ตัวเองเด่น มันกลายเป็นปัญหา ผมไม่เคยเห็นลูกคนรวยที่ไหนจะไปตีรันฟันแทงกับใคร เพราะ บ้านแม่งมีฐานะ มีตำแหน่งในสังคมพอแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยเห็นลูกคนรวยที่ไหนมาร่วมหัวจมท้ายกับ เพื่อน ช่วยเหลือเพื่อนเหมือนพวกเด็กช่างกลเหมือนกัน มันดีคนละอย่างเพื่อนแท้คือพ่อแม่เรา บางครั้ง พ่อแม่ก็วัยรุ่นกว่าเพื่อนผมอีก มีอะไรผมจึงปรึกษาแม่ทุกเรื่อง ตอนที่อกหักใหม่ ๆ ผมเฮิร์ทมาก พ่อแม่จะไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน ผมก็เลยไปด้วย นั่งอยู่คนเดียว พ่อแม่ก็อยู่ของเค้า เรา ก็อยู่ของเรา แต่ถ้าเกิดมีปัญหาอะไร เดี๋ยวก็ได้เจอแม่ เดี๋ยวก็ได้คุยกับแม่ คุยเล่นคุยตลกกัน มันก็ เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง เหมือนสมองโล่ง ได้คิดอะไรจริง ๆ คิดด้วยอารมณ์ที่สบายใจ

ถ้าไปกับเพื่อนก็มีแต่เมาลูกเดียว แต่ไปกับพ่อแม่หลายวันก็ไม่ต้องดื่มเหล้าเลย มันคือการ พักผ่อนจริง ๆ เหมือนกับเราได้มุมพักกับคนที่เราเชื่อมั่นในตัวเค้าที่สุดก็คือพ่อแม่เราเอง เป็นมมที่ ปลอดภัยแน่ ๆ เลยรู้สึกว่า เฮ้ย ! ดีเหมือนกันนะ ตอนที่อยากลองสูบกัญชาก็เคยคุยกับพ่อ อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร พ่อบอกอยากสูบก็สูบ แต่ อย่าไปซื้อนะ เดี๋ยวโดนจับ แต่พอลองแล้วผมก็ไม่ชอบ สูบแล้วหลับ ผมเคยลองหมดทุกอย่าง แต่ไม่ ชอบ ไม่อยากให้พ่อแม่เสียใจ ยาเสพติดแค่ทำให้ลืมบางอย่างได้เท่านั้นเอง มันฆ่าเวลาได้เยอะเลย แต่ผมไม่ได้ต้องการฆ่าเวลา ผมแค่อยากคุย อยากเฮฮากับเพื่อนมากกว่า จะผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่นได้ต้องมีสติ ส่วนมากที่ตายห่า เมาแล้วขับรถชน ตีรันฟันแทง เละเทะ เล่นยาจนตาย ทุกอย่างมันเกิดจากการขาดสติทั้งนั้น จะเมาให้ตายห่าอย่างไรก็ได้ แต่อย่าขับรถสิวะ นั่งแท็กซี่กลับบ้านซะ หรือเพื่อนชวนเล่นยาก็เลี่ยงซะดิ อย่าไปยุ่ง อย่าไปคบ แค่คิดได้ก็ไม่ลำบากแล้ว 

ดนตรี . . บทกวีจากความเกลียดชัง บทเพลงของผมเริ่มมาจากความเกลียดชัง ! ช่วงที่ผมจบ ม . 6 เข้ามหาวิทยาลัย ปี 1 ตอน นั้นจะมีแต่ดารามาออกเทป ผมเป็นคนที่ฟังเพลงเยอะมากมาตั้งแต่เด็ก ๆ ฟังเพลงหลายแนว แต่ ถ้าเป็นที่สุดจริง ๆ ชอบเพลง Anarchy in the UK ของวง Sex Pistol ผมชอบเนื้อหาของเพลงมัน แล้วผมก็ชอบแนวคิดของ Malcom McLaren ผู้ก่อตั้งและผู้จัดการวงนี้ที่ว่าถ้ามันมีขาวแล้ว กูขอเป็นดำ ผมรู้สึกว่าบทเพลงและดนตรียังมีอีกตั้งหลายอย่างที่ไม่ใช่มาร้อง ๆ เต้น ๆ เท่านั้น ) 

วันหนึ่ง นั่งดื่มเหล้ากันที่บ้านเพื่อนผมก็บ่นว่าทำไมมีแต่ดารามาออกเทปวะก็ลองชวนเพื่อนว่า เฮ้ย ! ทำปะ เพื่อนบอกเอาดิ ก็หยิบกีตาร์มาร้องมาเล่นกัน แล้วหลังจากนั้นอีกสองวัน เพื่อนก็เขียน เพลงมาให้ ผมอ่านแล้วก็บอกว่าเนื้อเพลงน้ำเน่าสัตว์ ๆ เพื่อนบอกงั้นมึงก็เขียนเอง ผมเป็นคนเก่งภาษาไทย สมัยก่อนตอนอยู่โรงเรียน ผมเป็นคนแต่งพวกกลอนแปด โคลงสี – สุภาพ พวกคำคล้องจองได้ เพราะชอบอ่านหนังสือ ทุกวันนี้ก็ตามอ่านในมติชนสุดสัปดาห์บ้าง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ufabet สมัคร