ศิลปะและภาพยนตร์ต้องเป็นเรื่องนี้เลยครับ

ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ หนังสยองขวัญยอดฮิต 

ต้องขอบอกเลยว่าหนังเรื่องสยองขวัญเรื่องนี้ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างมากในวงการหนังผีไทยซึ่งเป็นหนังเรื่องที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและน่าเหลือเชื่อแล้วอันนี้ก็ต้องขอยกความดีความชอบให้ทางผู้กำกับของเรานั้นคือ  พี่บรรจง ปิสัญธนะกูล ซึ่งทำออกมาได้อย่างลงตัวแล้วสยองขวัญมากที่สุดซึ่งเนื้อเรื่องนั้นดำเนินไปได้อย่างน่าตื่นเต้นและรวมไปถึงเนื้อเรื่องและการใส่บรรยากาศที่เหมาะหม่นไปทั้งเรื่อง 

ซึ่งต่อมาเราก็ต้องขอบอกเลยว่านักแสดงหนังเรื่องนี้ซึ่งกลืนกินกับบทสุดๆ และยิ่งเป็นผีที่แสดงนำโดย อิม อชิตะ

ซึ่งเป็นดาราที่ปกติแล้วเขาจะเล่นตลกเป็นอย่างมากและได้พลิกบทบาทมาเล่นได้อย่างสยองขวัญเหลือเกินและเนื้อเรื่องที่หลอนสุดๆนี้ก็เกิดมาจากพระเอกซึ่งเป็นช่างภาพและมีเบื้องหลังที่หน้าตื่นตาแล้วชวนขนลุกมากที่สุดซึ่งต่างกับที่เรานั้นเคยสนิทชิดเชื้อกันอย่างกับผีสาวของเรื่องแล้วยังมาหักหลังผีสาวคนนี้แล้วก็ทำให้เกิดแรงโมโหและแรงโกรธแล้วเรื่องนี้ก็จะค่อยๆคลายปมไปทีละอย่างซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะดูเหมือนว่าจะมีอะไรมากนักและพระเอกของเราก็ได้ขับรถชนคนและก็ได้หลบหนีไปแล้วนั้นซึ่งแรงโกรธของผีสาวนั้นก็จะตามมาล้างแค้นโดนที่พระเอกนั้นไม่รู้ตัวอะไรและซึ่งเนื้อเรื่องนี้ก็จะดำเนินให้ผู้ชมนั้นไม่รู้สึกอึดอัดอะไรมากนักและเรื่องก็กลับมาร้ายแรงหนักมากขึ้น

และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผีสาวคนนี้ก็อาจจะค่อยๆเสียไปทีละคนและทำให้พระเอกนั้นต้องคิดหาวิธีเพื่อที่จะจำกัดกับผีสาวคนนี้และต้องหาวิธีอีกหลายอย่างมากมายและต้องบอกเลยเหตุการณ์นี้ ซึ่งมันไม่ได้ดีขึ้นกับผีสาวอีกทั้งเขายังคงจะวนเวียนอยู่กับข้างกายของพระเอกออย่าง กิมมิก ซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องนี้

ซึ่งจะเห็นได้ว่าพระเอกของเรานั้นเริ่มมีน้ำหนักที่มากขึ้นและเกินกว่ารูปร่างของตนไปอย่างมากซึ่งต่างก็ทำให้คนดูทุกๆคนก็แทบจะหัวใจวายซึ่งเห็นผีสาวคนนี้ขึ้นขี่อยู่บนคอพระเอกอยู่นั้นเพราะจนนาทีสุดท้ายแล้วพระเอกก็ดูไม่ปกติเหมือนจะมีอาการคลั่งและทำให้ไม่สามารถควบคุมสติของตัวเองได้จึงทำให้แฟนสาวนั้นก็เริ่มที่จะตีตัวถอยห่างออกไปและเรื่องมันจะจบอย่างไรนั้นเราลองติดตามไปรอดูกันในช่วงตอนต่อไปกันนะ

 

สนับสนุนโดย ทดลองเล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรี

ตำนานวัดไทรใหญ่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน 

ในตำนานวัดไทรใหญ่มีดังนี้

นั้นซึ่งมีอายุเก่าแก่มาหลายร้อยปี ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งวัดนี้ได้รับบริจากที่ดินมาจาก  นางเง็ก แสงประภา เพื่อมีการบริจาคสำหรับการสร้างวัด 20 ไร่ อีกทั้งยังบริจาคให้เป็นที่สำหรับพระสงฆ์อีก 72 ตารางวา แล้วยังมีผู้เข้าร่วมบริจาคอีก 15 ไร่ 96 ตารางวา

และผู้บริจาคที่ดินนั้น ชื่อ นางผัน คำจงจิต  เดิมทีทางวัดไทรใหญ่นั้นมีชื่อเรียกว่า วัดมหานิโคธาราม และความหมายของ ต้นไทรใหญ่ ซึ่งเดิมทีแล้วชื่อวัดมันยาวไป และ ชาวบ้านเขาก็เรียกกันไม่ค่อยติดปาก แล้วต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเรียกกันเป็นวัดไทรใหญ่และ วัดไทรใหญ่นั้นก็ได้รับของพระราชทานวิสุงคามสีมา ซึ่งทำพิธีผูกพัทธ์สีมา อย่างเรียบร้อยแล้ว 

ที่วัดไทรใหญ่ ซึ่งมีพระประธานในอุโบสถ และปางมารวิชัยขนาดใหญ่ซึ่งหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ 

ทางด้านชาวบ้านนั้นได้เรียกท่านว่าหลวงพ่อทองคำ อีกทั้งยังมีความเชื่อกันว่าถูกสร้างขึ้นสมัยพระเจ้าอู่ทอง ซึ่งมีความเชื่อที่เล่าขานต่อกันว่า หลวงพ่อทองคำนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์มาก หรือถ้าใครนั้นมาขอพรหรือบนกล่าวเอาไว้ก็จะสมหวังดั่งใจขอ ซึ่งหลวงพ่อทองคำนั้นก็ได้ถูกอัญเชิญมาจากหัวเมืองเหนือ

 หรือว่าใครนั้นได้ไปบนบานกล่าวกับหลวงพ่อทองคำไว้ ต้องรีบมาแก้บนและด้านสิ่งของแก้บนนั้น ก็อยู่กับการที่ได้บนเอาไว้ที่ได้แจ้งแก่หลวงพ่อ ซึ่งเรานั้นจะแก้ด้วยอะไร แต่ในส่วนใหญ่จะมีการแก้บนด้วยการรำละคร  หรือถวายช้างไม้ และการบวชแก้บน

ซึ่งทางด้านวัดไทรใหญ่นั้น ยังมีวัตถุมงคลของหลวงพ่อทองคำ อีกมากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปที่บูชา เหรียญและผ้ายันต์ต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดอย่างเช่น เหรียญซึ่งมีการจัดวางไว้หลายรุ่นด้วยกัน และสิ่งที่นิยมมากที่สุด ก็คือ รุ่นแรกๆ  สร้างขึ้นในปีพ.ศ. ๒๔๙๘ ซึ่งได้รับการปลุกเสกหลายพระอาจารย์ที่ดังๆด้วยกัน เช่น หลวงพ่อจง หลวงพ่อแฉ่ง หลวงปู่เผือก และ หลวงพ่อกี้ ซึ่งเป็นรูปใบเสมา ซึ่งมีพุทธคุณสูงมาก และ แคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพันปลอดภัยจากสิ่งอันตรายทั้งหลาย ซึ่งสร้างขึ้นในโอกาสผูกพัทธ์สีมา ที่มีเนื้อเงิน, ทองแดงรมดำ, ทองแดงกะไหล่ทอง และทองแดงกะไหล่เงิน และในด้านรุ่นที่เป็นสิ่งนิยมเหมือนกันอย่างรุ่นที่ 2 ซึ่งมีเนื้อทองแดง และอัลปาก้า

ซึ่งเป็นรูปกงจักร สำหรับอาจารย์ที่ทำพิธีนั้นก็เป็นองค์ที่ปลุกเสกรุ่นแรกๆ  และด้านพุทธคุณก็ไม่แตกต่างกันเลย

หรือใครที่มีโอกาสผ่านเข้าไปกราบไหว้ ขอพรจากหลวงพ่อทองคำ อย่าลืมเข้าไปชม ตลาดน้ำไทรน้อย ซึ่งที่นี่มีขนมและอาหารหลายๆอย่างมากมายอีกด้วย 

 

ขอบคุณเรื่องราวที่น่าสนใจเหล่านี้โดย จุดอ่อนบาคาร่า

เริ่มฝึกถ่ายรูปสำหรับมือใหม่

หลายคนคงเคยได้ยินว่า “ถ่ายรูปใครๆก็ถ่ายได้แค่มีกล้อง” ไม่ปฏิเสธเลยว่ามันคือเรื่องจริง

เพราะกล้องดิจิตอลสมัยใหม่นี้มีระบบออโต้เพื่อความสะดวกสบายต่อการถ่ายรูป โดยที่เราตั้งค่าให้เป็นระบบออโต้ กล้องก็จะทำการวัดค่าต่างๆให้อัตโนมัติ เพียงแค่เราสั่งการโดนกดชัตเตอร์ถ่ายเพียงเท่านั้น วิธีนี้คงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับใครที่ไม่ได้อยากถ่ายรูปจริงจังหรือทำเป็นอาชีพ แต่ถ้าหากต้องการศึกษาการถ่ายรูปให้ลึกลงไป ละทิ้งความคิดในการถ่ายรูปโดยใช้โหมดออโต้ไปเลย สำหรับมือใหม่ที่พึ่งเริ่มเรียนรู้การถ่ายรูปเบื้องต้นควรรู้อะไรบ้างนั้น ไปดูกัน

1.ระบบวัดแสง ในปัจจุบันกล้องถ่ายรูปส่วนใหญ่นั้นเป็นแบบMirrorlessกันเสียทุกค่ายแล้ว โดยมีหน้าจอหรือช่องมอง สามารถทำการปรับแสงตามจริงให้รู้เลยว่าภาพนั้นสว่างหรือมืด การวัดแสงของกล้องมีหลาหลายรูปแบบอย่าง การวัดแสงเพียงจุดเดียวของภาพ การวัดแสงแบบหาค่าเฉลี่ยจุดกลางภาพ หรือการวัดแสงแบบหาค่าเฉลี่ยทั้งภาพ ซึ่งควรที่เรียนรู้เรื่องทำความเข้าใจของกล้องในเรื่องการวัดแสง และฝึกใช้ให้คล่อง

2.อ่านHistogram เป็นอีกหนึ่งข้อมูลของภาพแต่ละภาพที่สามารถเช็คดูได้ทั้งในกล้องหรือในคอมพิวเตอร์ Histogram คือ กราฟที่จะบอกถึงข้อมูลของภาพอย่างชัดเจนว่าภาพที่ถ่ายนั้นมีความสว่างหรือมืดขนาดนั้น ถึงแม้ว่าที่กล่าวข้างต้นไว้ว่า ช่องมองภาพจะทำให้เห็นความสว่างหรือมืดของภาพได้เช่นกัน แต่การดูกราฟข้อมูลจะสามารถทำให้เข้าใจภาพรวมของภาพที่ถ่ายได้มากกว่า

3.ใช้ Lens Fix คือเลนส์ชนิดที่มีระยะคงที่ ส่วนใหญ่แล้วถ้าต้องการความสะดวกสบายจะเลือกใช้ Lens Zoom มากกว่าเพราะจะสามารถซูมเข้าออกได้ตามใจโดยที่ไม่ต้องขยับร่างกายมาก แต่สำหรับคนที่ต้องการถ่ายรูปจริงจัง ควรจะฝึกการถ่ายด้วยเลนส์ฟิกสักตัวให้ชำนาญ จะทำให้เรารู้ระยะของวัตถุกับเลนส์ เพราะการถ่ายรูปแบบเฉพาะหลายๆอย่างก็ต้องอาศัยการใช้เลนส์ฟิกเพื่อภาพที่คมชัดและสวยงาม

4.การปรับ White Balance ระบบ White Balance ในกล้องปัจจุบันนั้นดีมากๆ แต่ก็มีบ้างที่ทำให้สีดูเพี้ยน เราควรลองฝึกปรับมันด้วยตนเองสำหรับมือใหม่ เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจหลักการการใช้งานของมัน การปรับ White Balance มีหลากหลายรูปแบบ โดยที่มันถูกพัฒนามาเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องของสีที่เพี้ยนไปต่างจากความเป็นจริง และไม่ใช่ทุกหารถ่ายภาพจะต้องปรับ White Balance เราสามารถเลือกใช้แบบ Auto White Balance ก็ได้แต่ก็เลือกใช้เป็นโหมดเฉพาะและเหมาะสม

5.โหมด M อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าการถ่ายรูปใครๆก็ถ่ายได้นั้นเป็นเพราะคนส่วนใหญ่เลือกถ่ายด้วยการใช้โหมดAuto แต่ถ้าหากคุณต้องการที่ศึกษาอย่างจริงจัง คุณควรเริ่มฝึกการถ่ายรูปด้วยโหมดM หรือ Manual ที่จะทำให้เราได้ภาพมาตามสภาพของแสง และการเลือกใช้ระยะของเลนส์ เพราะเราจะต้องปรับค่าต่างๆด้วยตัวเองเพื่อที่จะได้รู้ว่ามันส่งผลต่อภาพอย่างไรบ้าง เช่น ถ้าเปิดรูรับแสงแคบหรือกว้าง กับระยะเลนส์เท่านี้ จะได้ภาพแบบไหน

6.โหมด A และ S 2โหมดนี้ก็มีความสำคัญไม่แพ้โหมดMเลยเช่นเดียวกัน แต่จะใช้ง่ายกว่า โหมดA หรือ Aperture Priority เป็นการเปิดใช้รูรับแสงตามที่ต้องการ ส่วนที่เหลือกล้องจะปรับให้เอง ส่วนโหมดS หรือ Shutter Priority เป็นการเปิดใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต้องการ ส่วนที่เหลือกล้องจะให้เองอีกเช่นกัน หากว่าเราฝึกการใช้สองโหมดนี้อย่างชำนาญ เราจะรู้ว่าควรใช้อย่างไรให้เหมาะสม

7.ฝึกถ่ายด้วย กฎสามส่วน และการจัดองค์ประกอบภาพ การถ่ายภาพให้ชำนาญมากยิ่งขึ้นเราควรรู้จักการจัดวางองค์ประกอบของภาพ โดยเฉพาะเรื่อง กฎสามส่วน หรือ Rule of Third การจัดองค์ประกอบภาพนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องราวของการใช้ศิลปะเข้ามาเกี่ยวเนื่อง ไม่มีการเซตฉากหรือเซตกล้อง เน้นเรื่องวางภาพให้น่าสนใจและเหมาะสม กฎสามส่วนเป็นพื้นฐานง่ายๆที่ควรศึกษาแรกเริ่ม และยังมีองค์ประกอบภาพอีกหลายรูปแบบให้ศึกษา

 

สนับสนุนเรื่องราวดีๆโดย คาสิโนออนไลน์ฝากขั้นต่ำ 100